บทนำ
รัตนโกสินทร์ตอนต้น รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปีพุทธศักราช 2366
บ้านเมืองอยู่ในความสงบสุขห่างหายจากสงครามเป็นยุครุ่งเรืองของกวีนิพนธ์ กาพย์ ฉันท์ โคลง กลอน ดนตรี ประติมากรรม วัดวาอารามที่เสียหายจากสงครามได้รับการบูรณะทำนุบำรุงรักษาไว้ ประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุขใต้ร่มพระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงปรีชาสามารถทั้งด้านปกครองและด้านวรรณศิลป์
ณ บ้านเจ้าพระยาอัครเดโช ภานิชย์กิจวารี ในห้องนอนบนเรือนใหญ่ยามค่ำคืนคุณหญิงทิพย์ ภานิชย์กิจวารีภรรยาหลวงของเจ้าพระยาอัครเดโช นอนลืมตาอยู่ในความมืดเดียวดายไร้สามีนอนเคียงข้าง ความคิดวกวนอยู่กับความผิดบาปในใจ ลูกที่ควรได้เกิดมาให้ชื่นชมสมกับที่รอคอยต้องมาจากไปเพราะความสะเพร่าของคนเป็นแม่อย่างหล่อน ด้วยไม่รู้ว่าหนึ่งชีวิตได้มาถือกำเนิดในครรภ์ของหล่อนแล้ว พอมาเจอกับภาพบาดตาบาดใจในห้องนอนของตัวเอง ภาพสามีกำลังนัวเนียกับหญิงอื่นในนอนของหล่อนกับสามี
หัวใจของหล่อนแทบแหลกสลายลงไปต่อหน้า น้ำตาไหลท่วมใจ ร่างกายหมดเรียวแรงแต่ไม่อาจทนมองภาพนั้นได้อีกต่อไป ความคิดที่จะไปให้พ้นจากภาพตรงหน้าทำให้หล่อนไม่ระวังตัวเอง ความเร่งรีบบวกกับน้ำตาที่ไหลไม่หยุดปิดบังความชัดเจนในการมองเห็น ขาก้าวข้ามไม่พ้นธรณีประตูร่างของหล่อนจึงตกลงมากระแทกกับบันไดขั้นบนกลิ้งลงมาถึงที่พักเท้าด้านล่าง
หลังจากเหตุการณ์นั้นร่างกายที่เคยสดใส มีน้ำมีนวลก็ค่อยๆ ซูบซีดลง ยิ่งได้รู้ว่าสามีรับเอาทาสในบ้านขึ้นมาเป็นเมียก็ยิ่งช้ำใจมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า ร่างกายที่ควรจะแข็งแรงขึ้นกลับทรุดหนัก ทนทรมานกับการจากไปของลูกน้อยและตรอมใจกับการที่สามีรับหญิงอื่นมาเป็นเมียเช่นเดียวกับตนเอง
สามีที่หล่อนรักแวะเวียนมาเยี่ยมถามไถ่อาการราวกับห่วงใยแต่ไม่เคยนอนกอดหล่อนอีกเลย สามีกล่าววาจาทำร้ายจิตใจคนเป็นแม่อย่างหล่อนไม่รู้จักดูแลตัวเองให้ดี จงใจทำให้ลูกที่ควรเกิดต้องตายจาก เจ้าพระยาอัครเดโชช่างร้ายกาจนักทั้งที่ท่านเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้น สามีของหล่อนยังคงทำร้ายจิตใจเมียอย่างหล่อนไม่หยุด ด้วยการพลอดรักกับเมียใหม่ต่อหน้าหล่อนหลายครั้ง
คุณหญิงทิพย์พยายามไม่ใส่ใจเมื่อไหร่ที่ร่างกายพอมีแรง หล่อนจะสั่งให้บ่าวไพร่จัดของไปทำบุญที่วัดอุทิศส่วนกุศลให้กับลูกของตัวเอง สามีมองหล่อนด้วยสายตาของความเจ็บปวด มองผ่านเลยไปไม่ได้ให้ความเห็นใจอย่างที่คนรักกันพึงแสดงความห่วงใยต่อกัน หล่อนจึงทำเฉยชาเข้าใส่ด้วยความทิฐิเพราะความเจ็บช้ำฝังลึกเข้าไปในจิตใจของหล่อนเกินกว่าจะเยียวยารักษามันได้
“ลูกจ๋า แม่ขอโทษที่ลูกไม่ได้เกิด แม่ขอโทษอย่าโกรธแม่เลยนะ อโหสิกรรมให้แม่ด้วยเถอะลูกจ๋า” หล่อนตรอมใจเพราะสามีไม่สนใจ เสียใจกับความผิดที่ไม่ได้ตั้งใจก่อและโทษตัวเองตลอดเวลา คืนนี้คงเป็นคืนสุดท้ายที่หล่อนจะได้อยู่บนโลกใบนี้ หล่อนไม่อาจฝืนร่างกายตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว
พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงเข้ามาในห้อง ดวงตาที่แห้งผากคลอไปด้วยน้ำตามากมายที่หลั่งรินออกมาจากหัวใจ สายตามองพี่เลี้ยงที่นอนหลับอยู่บนพื้นไม่ไกลนัก คงมีเพียงพี่แดงคนเดียวที่อยู่เคียงข้างหล่อนเสมอไม่ว่าจะทุกข์จะสุขเพียงใด คุณหญิงทิพย์นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในขณะดวงจิตสุดท้ายกำลังจะหลุดลอยออกจากร่าง โดยไม่มีใครรู้ว่าหล่อนกำลังจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
“หากชาติหน้ามีจริง ขอให้ฉันได้เป็นที่รักของท่านเจ้าคุณเพียงคนเดียว อย่าให้ใครมาพรากความรักของท่านเจ้าคุณไปจากฉันอีกเลย”
แม้จะคิดถึงพระรัตนตรัยแต่ก็ไม่อาจตัดขาดกิเลสของความรัก โลภ โกรธ หลงไปได้ วาระจิตสุดท้ายจึงกล่าวคำอธิษฐานออกมาอย่างแรงกล้า ก่อนดวงวิญญาณจะหลุดออกจากร่างเมื่อถึงเวลาอันสมควร ดวงวิญญาณเล็กๆ รอคอยการมาของคุณหญิงทิพย์ด้วยความยินดี ทั้งสองค่อยๆ จางหายไปไร้อาลัยอาวรณ์กับความหลัง จับจูงกันเดินสู่เส้นทางของบาปบุญที่ได้ทำกันมา
หลังลมหายใจเฮือกสุดท้ายของคุณหญิงทิพย์หมดลง ประตูห้องนอนถูกเปิดออกด้วยมือใหญ่ของผู้เป็นสามี เจ้าพระยาอัครเดโชก้าวเดินเข้ามาในห้องนอน แสงตะเกียงถูกจุดขึ้นเพื่อให้ความสว่างแทนแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องนอนนี้ ท่านเจ้าคุณที่หลับสนิทไปแล้วกับเมียรองในเรือนเล็กกลับสะดุ้งตื่นอย่างไม่มีสาเหตุ หัวใจร้อนร้นจนไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ หัวใจเรียกร้องให้มาหาเมียใหญ่อย่างบอกไม่ถูกเร่งรีบพาตัวเองมาหาเมียหลวง
บนเรือนใหญ่ที่ไม่เคยย่างกายมานานนับปี ใช่ว่าจะไม่รักเอ็นดูแม่ทิพย์ แต่เพราะความอวดดีของหล่อนทำให้เขาต้องวางเฉย ความสูญเสียในครั้งนั้นยังบาดลึกลงในจิตใจเจ็บปวดไม่แพ้เมียรัก แต่เพราะแรงทิฐิที่มีต่อกัน แรงกดดันจากรอบด้านทำให้สามีเช่นเขา ไม่ยอมง้องอนเมียรักนานนักแต่กลับทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ลืมเลือนความรักที่มีให้หล่อนไปชั่วขณะกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปที่จะกลับมาแก้ไขสิ่งใดได้
ร่างสูงทรุดกายลงนั่งขอบเตียงนอน จ้องมองใบหน้าขาวที่เคยสดใส เรียวปากอิ่มที่เคยแย้มยิ้มส่งมาให้ เขารู้สึกว่าโลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นเป็นสิบเท่า ดวงหน้าหวาน ผิวกายขาวเหลือง มือใหญ่ลูบไล้ไปตามใบหน้า แก้มนวลรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติ ร่างกายที่ควรอบอุ่นกลับค่อยๆ เย็นเยือก ลมหายใจที่ควรจะสม่ำเสมอยามหลับ กลับเงียบราวกับว่าคนที่นอนอยู่ตรงหน้าไร้ซึ่งลมหายใจอีกต่อไปแล้ว
“แม่ทิพย์ ตื่นเถอะพี่มาหา แม่ทิพย์ลืมตาขึ้นมาคุยกับพี่” เสียงทุ้มนุ่มนั้นสั่นเครือเมื่อแน่ใจแล้วว่าคุณหญิงของท่านจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา หยาดน้ำตาค่อยๆ เอ่อขึ้นจนล้นดวงตายิ่งพยายามกระพริบตาไล่ มันก็ยิ่งไหลออกมาราวกับทำนบแตก ผู้หญิงคนเดียวที่รักสุดหัวใจจากไปอย่างไม่มีวันกลับคืน ร่างบอบบางน่าทะนุถนอม ตอนนี้ผอมแห้งใบหน้าซุบซีด สิ้นแล้วซึ่งไร้ลมหายใจที่บ่งบอกถึงการมีชีวิตอยู่
“หล่อนตื่นขึ้นมาเถอะ แม่ทิพย์พี่ขอโทษ หล่อนอย่าทิ้งพี่ไปแบบนี้” น้ำเสียงนั้นไม่เบาเลยสักนิด ต้นห้องที่หลับสนิทลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตระหนกตกใจ เจ้านายที่รักยิ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว ต้นห้องมองภาพตรงหน้าด้วยความสลดใจ ร่างบอบบางที่เคยเรียกหาอ้อมกอดอันอบอุ่นของสามีแต่ไม่เคยได้ในยามมีชีวิต กลับถูกโอบกอดอย่างถนอมในเวลาที่ไร้ลมหายใจพร้อมกับน้ำตามากมายที่หลั่งรินของเจ้าพระยาอัครเดโช
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
[1]
พุทธศักราช
2394
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเถลิงถวัลย์ราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่
4
ต่อจากพระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
3
ได้เพียง
1
ปีไทยยกกองทัพไปตีเมืองเชียงตุง
พุทธศักราช
2396
จากเหตุการณ์ที่ไทยยกทัพไปตีเมืองเชียงตุงทำเกิดสงครามกับพม่าอีกครั้ง เจ้าพระยาอัครเดโชในวัย
65
ปี เคร่งเครียดกับการทำสงครามกับพม่าด้วยเป็นความรับผิดชอบของท่านส่วนหนึ่ง แม้ไม่ได้ออกรบแต่ก็เป็นกำลังสนับสนุนทำให้เป็นกังวลใจบวกกับโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นมานาน รุมเร้าทำให้ท่านล้มป่วยและเสียชีวิตลงในที่สุด
เรือนไทยหมู่ของเจ้าพระยาอัครเดโช ในห้องนอนใหญ่ที่เคยร่วมเรียงเคียงหมอนกับคุณหญิงทิพย์ ร่างของชายเจ้าของบ้านนอนนิ่ง หายใจรวยริน ลูกและเมียทั้งสามคนต่างรายล้อมร่างของสามีและเจ้าคุณพ่อที่กำลังจะสิ้นลมหายใจ หลังจากสูญเสียคุณหญิงทิพย์ เจ้าคุณอัครเดโชไม่ได้ยกย่องใครขึ้นมาเป็นคุณหญิงอย่างที่หลายคนคาดหวัง
เจ้าคุณอัครดูแลเมียที่เหลืออย่างเท่าเทียมกันแต่ไม่มีหญิงใดแทนที่คุณหญิงทิพย์ได้เลยสักคน ในหัวใจของท่านเจ้าคุณมีเพียงคุณหญิงทิพย์ติดตรึงอยู่ในใจเสมอ ท่านรู้ตัวดีว่าวันนี้คือวันสุดท้ายของการมีลมหายใจ จึงสั่งบ่าวไพร่ให้ตามลูกเมียมาพบสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายของการมีชีวิตเพื่อตัดจากห่วงที่รั้งตัวเองเอาไว้
“เจ้าใหญ่มาใกล้ๆ พ่อสิลูก” เสียงแหบแห้งเนิบนาบเรียกลูกชายคนโต
“ขอรับเจ้าคุณพ่อ” ลูกๆ ขยับเข้ามาใกล้ ไม่เพียงแต่คนถูกเรียกเท่านั้น เจ้าใหญ่หรือคุณหลวงอินทร์ ภานิชย์กิจวารีบุตรชายคนโตจากนางทาสแก้ว ต้นเหตุของการจากไปของคุณหญิงทิพย์ แต่ท่านเจ้าคุณก็รักและเอ็นดูลูกชายคนโตอย่างมาก
“เจ้าเป็นพี่คนโต ต้องรักเมตตาน้องทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน บ้านหลังนี้พ่อยกให้เจ้าดูแล เรือนใหญ่เจ้าต้องดูแลมันอย่างดี เก็บไว้ให้ลูกหลานของเจ้านะลูก” คำสั่งเสียเด็ดขาด ไม่มีใครกล้าขัดเพราะต่างรู้ดีว่าคุณหลวงอินทร์มีนิสัยไม่ต่างจากบิดา ดีใจหายร้ายได้โดยไม่ต้องมีใครชี้แนะ
“ขอรับเจ้าคุณพ่อ” มือใหญ่กราบลงตรงมือของบิดาน้ำตาซึม หัวใจคนเป็นลูกร้าวไปหมด เมื่อรู้ว่านี้เป็นคำสั่งสอนสุดท้ายของบิดา
“เจ้ากลาง เจ้ารับราชการทหาร อย่าเอาแต่อารมณ์นะลูก เจ้ามันคนอารมณ์ร้อน เมียเจ้าก็ห้ามเจ้าไม่อยู่ ที่ดินแถวคลองบางกอกน้อยพ่อยกให้เจ้า ดูแลที่ดินทำกินให้ดี” ลูกชายคนที่สองจากแม่นวล น้องสาวห่างๆ ของแม่ทิพย์ที่เจ้าคุณไม่อยากรับไว้แต่ไม่อาจขัดคำขอร้องจากผู้ใหญ่ได้
“น้อยเข้ามาหาพ่อลูก เลิกทำตัวเป็นเด็กเสียทีนะ ออกเรือนไปแล้วต้องรักผัวให้มากๆ พ่อยกหีบทองให้เจ้าเป็นสมบัติติดตัว” หญิงสาวร่างบอบบาง คลานเข้ามาหาบิดาและนั่งน้ำตานองกับคำสั่งสอนโดยไม่พูดอะไร ลูกสาวจากแก้วอีกคนแต่งงานออกเรือนไปกับคนที่เจ้าคุณเลือกให้
“เจ้าแดง เจ้าเกิดทีหลังพี่ๆ เขา เจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของพี่เขานะลูก พ่อยกที่ดินแถวบางลำพลูให้เจ้าดูแลต่อไป ตอนนี้ให้แม่เจ้าดูแลไปก่อน หล่อนทำได้หรือไม่แม่ชบา” คำสั่งเสียถึงลูกชายคนเล็กวัยเพียงสิบสองปีและเมียคนสุดท้าย ชบาลูกหนี้ขัดดอกของท่านเจ้าคุณเพราะความสงสาร เด็กสาววัยสิบห้าปีตอนนี้ก็ยังสาวสดอยู่ในวัยสามสิบต้นๆ ห่างจากลูกชายคนรองไม่กี่ปี
“อิฉันทำได้เจ้าค่ะท่านเจ้าคุณ” ชบารับปากสามีทันที ใบหน้ามีหยาดน้ำตาพร้อมจะไหลออกมา
“พวกหล่อนเป็นเมียของฉันทุกคน ฉันเอ็นดูพวกหล่อนเท่ากัน ทองคำอีกสามหีบฉันให้พวกหล่อนเป็นสมบัติติดตัว งานศพฉันไม่ต้องทำอะไรให้มันเอิกเกริกจนเกินไปนัก เผาให้เรียบร้อยแล้วพาฉันไปอยู่ใกล้ๆ แม่ทิพย์กับลูก” คำสั่งเสียสุดท้ายกับลมหายใจที่ใกล้สิ้นลงมันแผ่วเบา อ่อนแรงจนไม่อาจเอ่ยสิ่งใดได้ ดวงตาที่เคยดุดันและอ่อนโยนค่อยๆ หลับลงเปลือกตาปิดสนิท ลมหายใจแผ่วเบาและหยุดลงในที่สุด
หากจิตใจที่ห่วงลูกหลานกลับไม่เป็นกังวลกับสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป หูได้ยินเสียงร้องไห้เรียกหาแต่ไม่อยากหวนคืนไปรับรู้สิ่งใด “เจ้าคุณพ่อ/ท่านเจ้าคุณ ฮือ ฮือ” เสียงร้องไห้ของลูกและเมียไม่อาจยื้อลมหายใจของท่านเจ้าพระยาอัครเดโชไว้ได้อีกต่อไป ภาระหน้าที่ในชาตินี้จบสิ้นลงแล้ว ดวงจิตที่หลุดออกจากร่างมุ่งหน้าสู่การชดใช้บาปบุญที่ทำลงไป
“แม่ทิพย์ หากชาติหน้ามีจริง ฉันขอให้เราเกิดเป็นคู่กัน ได้รักและดูแลกันไปจนแก่เฒ่า ฉันสัญญาจะรักแม่ทิพย์เพียงคนเดียว ฉันจะไม่ทำให้แม่ทิพย์ต้องเสียใจเหมือนชาตินี้ ฉันสัญญา”
ห้วงความคิดสุดท้ายก่อนจะหมดลมหายใจช่างแรงกล้าเสียเหลือเกิน แม้จะรู้ว่ามันอาจไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการเพราะไม่รู้ว่าชาติหน้ามีจริงไหม แต่ก็อยากจะได้รักกับหล่อนอีกสักครั้งเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชาตินี้
ท่านเจ้าคุณอัครเดโชจากไปอย่างสงบ หลังสั่งเสียลูกหลานหมดห่วงกับชีวิตที่เหลือแต่เลือกที่จะผูกตัวเองไว้กับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่ ดวงวิญญาณล่องลอยไปตามแรงกรรม แรงบาปที่ได้ทำ ชดใช้สิ่งที่ได้กระทำมาตอนยังมีชีวิต บุญมีแต่กรรมก็มากเหลือเกินกว่าจะชดใช้หมดสิ้นก็ผ่านไปนานหลายร้อยปี
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑



