4
เพลงพิณลืมบัตรพนักงานไว้บนโต๊ะทำงาน เธอถอดมันออกก่อนเปลี่ยนเสื้อผ้า ซ้ำยังใช้ลิฟท์ผู้บริหารลงไปยังลานจอดรถ บัตรเลยกองอยู่ตรงนั้น ถ้าไม่ไปเอาภายในคืนนี้ล่ะก็ วันจันทร์เธอต้องทำเรื่องวุ่นวายกว่าได้จะขึ้นมาทำงานแน่นอน
เลขากิตติมศักดิ์จึงขอใช้เจ้านายให้เป็นประโยชน์ โดยการให้เขาแสกนลายนิ้วมือเปิดลิฟท์ที่ใช้เฉพาะ อาการนิ่งเงียบเรียบร้อยของสรัทกาลทำให้เธอเผลอวางใจและลืมไปว่าเขาเคยแกล้งกันอย่างไร... จนกระทั่งเดินเข้าไปในลิฟท์ บรรยากาศอึมครึมจึงกลับมาอีกครั้ง
ชายหนุ่มรู้สึกว่าเขาถูกผลักดันเข้าใกล้ขีดจำกัดเข้าไปทุกที ไม่คิดว่าเธอจะกล้าลากเขาขึ้นไปเอาของโดยทิ้งคนรถไว้ข้างล่าง
เมื่อลิฟท์เปิดออกอีกครั้ง เพลงพิณกลับรีรอไม่ยอมเดินออกไป เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ชายหนุ่มมองดวงหน้าหวาน สลับกับทางเดินของชั้นผู้บริหารที่มืดสนิท
“กลัวผี?”
หญิงสาวส่ายหน้าหวือ
“แล้วไป... งั้นผมรอนี่นะ”
หญิงสาวเกือบหน้าเสีย แต่แล้วก็เชิ่ดคางขึ้นก่อนจะสืบเท้าออกไปอย่างเชื่องช้า คนที่รู้ว่าสวิทซ์ไฟอยู่ไหนอมยิ้ม เธอกลัวจริงจังเสียด้วยสิ...
“ไหนว่าจะไม่แกล้ง” เสียงหวานรำพึงแผ่วเมื่อเดินขาสั่นมาได้ครึ่งทาง
พริบตานั้น ไฟในชั้นก็ค่อยๆ กระพริบก่อนจะสว่างขึ้น
“ผมแกล้งเหรอ” คนที่เดินตามหลังมาถามกวนๆ มองบั้นท้ายที่ไหวพะเยิบใต้เนื้อผ้าแล้วก็เสตาไปทางอื่น
เพลงพิณรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยที่เขาตามมาเป็นเพื่อน กระนั้นก็ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับประโยคสองแง่สองง่ามที่เขาใช้ยอกย้อน ด้วยรู้ดีว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ หญิงสาวตรงไปยังโต๊ะทำงานของตน แต่บัตรพนักงานได้อันตรธานหายไป
อาการก้มๆ เงยๆ มองบนโต๊ะใต้โต๊ะนั้นทำให้สรัทกาลแทบบ้า เขารุดฝีเท้าไวขึ้นก่อนเลี่ยงเข้าห้องทำงานใหญ่พลางพูดเสียงห้วน
“หาของเจอแล้วค่อยมาเรียกผม”
เพลงพิณรับคำเสียงแผ่ว ไม่กล้าขอให้เขาช่วยหาเพราะแค่นี้ก็รบกวนมากพอแล้ว
บัตรตกไปอยู่ในส่วนที่เป็นหลืบระหว่างตู้ เธอต้องหาอะไรมาเขี่ยให้สายคล้องโผล่ออกมาแล้วดึงมันขึ้น ใช้เวลาเกือบสิบนาที หญิงสาวถือบัตรที่เปื้อนฝุ่นไว้ในมือแล้วเดินไปเรียกคนที่นั่งรออยู่ในห้อง แต่แล้วก็ต้องชะงักกับภาพที่เห็น
ใต้แสงไฟสีนวล ชายหนุ่มนั่งแผ่อยู่บนโซฟาโดยถอดเสื้อสูทพาดไว้บนพนักพิงแล้วพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงศอก กระดุมอกปลดออกจนเห็นกล้ามหนั่นแน่นได้รูป ตาของเขาหลับพริ้ม หายใจแผ่วลึกเป็นจังหวะช้าเนิบ หญิงสาวไม่กล้าเรียกดังเพราะกลัวเขาสะดุ้ง เธอเดินเข้าไปใกล้ ลืมกฏห้าเมตรของตนไปชั่วขณะเมื่อเห็นว่าใบหน้ายามหลับไหลช่างไร้เดียงสาและมีความเป็นเด็กแฝงอยู่ในนั้น
“ผมบอกให้เรียกไง” สรัทกาลไม่ได้หลับ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าชัดเจน แต่ยังไม่ลืมตาเพราะกลัวจะเห็นภาพที่ทำให้ความอดทนสิ้นสุดลง
“คุณพักอีกนิดก็ได้ค่ะ ฉันรอได้”
เพลงพิณนึกว่าเขาเหนื่อยจากความกดดันที่แบกรับมาตลอดหัวค่ำ เธอจึงวางบัตรแล้วนั่งลงบนโซฟาตัวเล็กใกล้กัน ชายหนุ่มลืมตา ก่อนถอนหายใจยาวออกมา
“มานั่งข้างผมได้ไหม” เขาเอียงหน้าขึ้นสบคนที่สวยที่สุดในห้วงสำนึกขณะนี้ เธอมีสีหน้าลังเล เขาจึงย้ำ “ไม่แกล้งหรอก ไม่ต้องห่วง”
มโนสำนึกตีกันยุ่ง แต่พอได้สบตากับเขา อะไรบางอย่างก็ดลใจให้เธอขยับกายเข้าไปนั่งบนเบาะเดียวกับชายหนุ่ม ทว่าไม่ทันจะนั่งลงดี เขาก็ดึงเธอเข้าไปสวมกอดแนบแน่นแล้วซบหน้าลงกับลาดไหล่เล็ก
“คุณแสน
!
” หญิงสาวอุทาน ดิ้นขลุกขลักจนเขาต้องปรามเสียงอ่อน
“แค่กอด...” ถูหน้าผากลงบนผิวเนียนแล้วสูดกลิ่นหอมหวานเข้าเต็มปอด “...อยู่เฉยๆ เถอะ ขอผมพักบ้าง เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
เพลงพิณหยุดดิ้นอย่างไม่แน่ใจ เสียงของเขาแปลกไป เธอไม่รู้เลยว่ากลิ่นกายของเธอทำให้เขาสงบลง ชายหนุ่มพยายามระงับอารมณ์ตนเองมาหลายนาที แต่ไม่มีอะไรดีไปกว่าการกอดแนบชิดกับตัวต้นเรื่อง กอดให้หายอยากแล้วค่อยกลับลงไปที่รถ
ทว่าไม่เคยมีอะไรง่าย ความร้อนในกายเขาค่อยๆ เพิ่มขึ้น...
หญิงสาวละล้าละลัง ก่อนจะค่อยๆยกมือขึ้นแปะลงบนกลางหลังเจ้านายหนุ่มที่คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งเธอทุกวินาทีในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาสองสามที เธอยอมเห็นเขาปากร้ายดีกว่าจะเห็นเขาในมุมอ่อนแอ
(
คิดเอาเอง
)
แบบนี้
“คุณเลิกกับเธอนานแล้วเหรอคะ”
“ครับ?”
“เจ้าสาววันนี้...”
“อ้อ” เขาแค่นเสียงตอบทั้งที่ยังซบเธออยู่ “ห้าหกปีแล้วมั้ง ผมจำไม่ค่อยได้”
การตอบปัดคล้ายไม่อยากพูดถึง ทำให้หญิงสาวสะท้านใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอไม่อยากจะเดาเอาเองว่าเขายังลืมไม่ได้ แต่อะไรๆ ก็ส่อให้คิดไปทางนั้นทั้งสิ้น
“แล้วหลังจากนั้น คุณมีแฟนใหม่ไหมคะ”
“ไม่มี...” เขาตอบ พลางเลื่อนมือลูบแผ่นหลังบอบบางอย่างใจลอย ผ้าเรียบลื่นเป็นมันและอุ่นจัดเคลื่อนอยู่ใต้ปลายนิ้ว “...ยังไม่อยากมี ไม่อยากรักใคร”
เธอเจ็บแปลบที่อกในวินาทีแรก ก่อนจะกลั้นหายใจในวินาทีถัดมาเมื่อเขาค่อยๆ ไล้นิ้วไปตามสันหลังที่เปลือยเปล่า ข้อมือครูดผิวเนียนอย่างซุกซน แล้วหยุดตรงที่หัวซิปชิ้นเล็ก
“คุณแสน...” เธอกระซิบเตือนเสียงสั่น หายใจถี่ขึ้น “...ไหนว่าจะไม่แกล้งแล้วไงคะ”
“ไม่ได้แกล้ง...” เขาว่าแหบพร่า ก่อนจะรูดซิปพรืดลงจนถึงบั้นเอวงาม “...ผมจริงจัง”
เพลงพิณอ้าปากหมายประท้วง แต่สรัทกาลเงยหน้าขึ้นมาแล้วเอียงศีรษะแนบริมฝีปากซับเสียงเธอจนหมดสิ้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในพริบตา
หญิงสาวเพิ่งรู้ว่าสองครั้งที่ผ่านมาเขาอ่อนข้อให้เธอมากเพียงใด ไม่เหลือจังหวะให้หายใจหรือต่อต้านเมื่อเขาเริ่มรุกเธอด้วยปลายลิ้นฉ่ำชื้นที่มีรสปร่าของแชมเปญ ขบเม้มไปตามเรียวปากอย่างเอาแต่ใจ ทำให้เธอไหววูบในช่องท้องด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ ตาของเขาเข้มขลับ เต็มไปด้วยอารมณ์แผดเผาจนเธอต้องปิดตาหนีก่อนจะหลอมละลายไปในวังวนแห่งมนต์สะกดคู่นั้น
ทำไมถึงไม่เคยสังเกตเห็นแรงปรารถนาตัวเขามาก่อน
แล้วแบบนี้เธอจะหนีเขาพ้นได้อย่างไร มืออ่อนปวกเปียกไปหมด ไม่มีแรงเหลือพอจะดันเขาออกด้วยซ้ำ
กลิ่นกายหนุ่มเข้มลึกในจมูก ปลายนิ้วร้อนจัดและสากนิดๆ ลูบไล้ไปตามหัวไหล่มนอย่างเชื่องช้าดื่มด่ำ ริมฝีปากยังคงประกบแนบชิดแล้วแลกความหวานอย่างลึกล้ำ ลิ้นของเขาตวัดเกี่ยวลิ้นเธอ เรียกร้องให้เธอเริ่มตอบสนองอย่างไร้เดียงสา
เธอเผลอจูบตอบเขา ก่อนจะสัมผัสได้ถึงแรงกระตุกปริศนาในช่องท้องน้อยของตน
สรัทกาลได้ทีปลดสายชุดสีครีมถูกจนร่นมากองตรงเอว เหลือเพียงบราเซียไร้สายที่โอบอุ้มความงามละมุนละไมซึ่งไม่เคยมีชายใดได้สัมผัส เขาดึงตัวเธอขึ้นเกยตัก ผละจุมพิตออก ปัดปอยผมหนาให้พ้นลำคอระหงก่อนกระซิบถามเสียงพร่า
“รอยยังอยู่ไหม”
“คะ...” เธอถามกลับคล้ายละเมอ ยังหลับตาแน่นอย่างน่าเอ็นดู
“ที่ผมทำวันนั้น”
“ฉันไม่รู้”
“งั้นทำใหม่” เขาก้มลงชิดผิวเนื้อนวลเนียน ก่อนจะเริ่มดูดอย่างแรง
สัมผัสที่วาบหวามและเจ็บจี๊ดเล็กๆ นั้นทำให้หญิงสาวเริ่มได้สติ เธอลืมตาขึ้นทั้งที่ยังมึนงงปั่นป่วน ก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงผลักตัวเขาออก ซึ่งชายหนุ่มก็ยอมผละออกแต่โดยดี ทว่าไม่ยอมเคลื่อนมือออกห่างจากตัวเธอ ใบหน้ายังแนบชิดในจุดอันตราย หอบหายใจคลอเคลีย ตักดันเกยเข้าหาบั้นท้ายนุ่มนิ่มอย่างถนัดถนี่มากขึ้น
“ไม่ได้เหรอ...” เขาอ้อนออเซาะเสียงหวานแบบที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำ หลุบตามองริมฝีปากแดงเรื่อที่สั่นระริกแล้วแทบขาดใจ “...นิดเดียว รับรองไม่ให้เกินเลย”
เหมือนจะเป็นการหักหาญน้ำใจ แต่ไม่ใช่ เพลงพิณรู้สึกตื้อแน่นในลำคอ อึกอักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มือของเขาที่เริ่มวาดไปตามเนื้อโนมอกทำให้เธอสั่นไหว ภาพจริงกับความฝันเริ่มเลือนรางซ้อนทับกัน เธอต้องการเขา ในฝันเธอไม่เคยปฏิเสธเขา...
แต่ว่า...
เมื่อหญิงสาวลังเล ชายหนุ่มจึงเคลื่อนมือไปปลดตะขอบรา ปล่อยให้ความงามชูชันปรากฏต่อสายตา ภาพนั้นทำให้เขาแข็งตั้งผงาดขึ้นมาในทันที ผมเธอยุ่ง หน้าแดงจัดด้วยความอายเมื่อสัมผัสได้ถึงความต้องการรุนแรงของเขา สองมือยกขึ้นหมายจะปกปิดยอดปทุมถันของตน
เขาจับข้อมือทั้งสองข้างไว้ได้ทัน
“ได้ไหม...” ถามด้วยสุ้มเสียงเร้าใจ “...แค่ตรงนี้”
“คุณแสน... ไม่... อ๊ะ...”
แล้วเขาก็ก้มลงไปงับปลายยอดซึ่งสั่นระริกเคร่งครัดจนหดตัวต่อหน้าต่อตา
“คุณแสน...” เสียงเธอกระเส่า ส่ายหน้าไปมาจนผมกระจาย มือเกร็งจิกมือเขาแน่น
“ได้ไหม...” เขาถามย้ำอีกครั้ง สลับกับการแตะปลายลิ้นแผ่วเบาหยอกเย้า “...ตอบผมสิเพลง”
เพลงพิณขบริมฝีปากล่างเพื่อกลั้นเสียงรัญจวน แอ่นตัวบิดไปมาเมื่อความซ่านสยิวถาโถมเข้าหา ยิ่งเขากดริมฝีปากลงหนักอย่างเร่งเร้าเอาคำตอบ เธอยิ่งไม่รู้จะตอบเขาว่าอย่างไร
จนท้ายแล้ว สรัทกาลจึงคลี่ยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ ก่อนจะเข้าครอบครองเธออย่างเต็มรูปแบบ
“ถ้าไม่ตอบ... ผมถือว่าอนุญาตแล้วกัน...”
-------------------------
อีตาแสน คนร้ายกาจจจจจ
ค้างมะ... สนุกมะ... ไปล่ะ ตอนหน้าจะขึ้น
NC
ให้ อุอิ