
ความเหงา...
ความเหงาคืออะไรกันแน่
?
และสิ่งที่ผมกำลังเป็นอยู่เรียกว่าเหงาหรือเปล่า
?
ตั้งแต่เล็กจนโตผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดความอบอุ่น หรือขาดความรักแต่อย่างใด แม้ตอนอายุสิบเอ็ดครอบครัวผมจะไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้า เนื่องจากแม่ต้องไปทำงานต่างจังหวัดเพื่อหาเงินมาชำระหนี้การพนันซึ่งก็เป็นพวกเขาเองที่ร่วมกันสร้างไว้
พ่อเริ่มเลี้ยงผมด้วยตัวคนเดียวนับตั้งแต่นั้น แม่โทรมาบ้าง ส่งเงินมาบางครั้งบางคราว ถึงพ่อจะเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง อาจจะติดเหล้าไปเสียหน่อย ทว่าผมก็สัมผัสได้ถึงความรักที่มีอยู่ซึ่งมอบให้กับผม สิ่งที่ผมชอบกินท่านมักทำให้กินเมื่อมีโอกาส วันเกิดไม่เคยลืม มีแต่ผมเองเสียมากกว่าที่เป็นฝ่ายลืมวันเกิดของท่าน ถึงไม่มีแม่อยู่ด้วย ผมก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าผมมีความสุขมาก
แม้บางครั้งจะถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กไม่มีแม่คอยสั่งสอนก็ตาม
และเมื่อย่างอายุสิบหก ผมได้เข้าวิทยาลัยสายอาชีพแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในตัวจังหวัดจากเคยได้เงินไปโรงเรียนวันล่ะยี่สิบบาท กลายเป็นหนึ่งร้อยแทน ความจริงผมก็เอ่ยขอไปเล่น ๆ แต่ท่านกลับให้จริง แน่นอนว่าผมดีใจใช้เงินเกือบหมดทุกวัน หนี้ก็ยังมีอยู่แต่พ่อผมได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกอบต.ของหมู่บ้านจึงพอมีเงินให้ผมใช้อย่างฟุ่มเฟือย แถมช่วงก่อนหน้านั้นผมกำลังติดเกมออนไลน์อีกต่างหาก เงินที่เหลือจากการซื้อของกินผมเอาลงไปที่เกมหมด
ติดเกมอย่างบ้างคลั่ง มีเท่าไหร่ก็เติมเกม เอาเงินไปร้านอินเตอร์เน็ตในวันหยุดจะไปตั้งแต่เช้ากลับอีกทีก็เย็น แต่พ่อผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ถึงจะรู้ว่าผมเอาเงินไปทำอะไรก็เถอะ แม้จะมีคนด่าว่ามีลูกติดเกมท่านก็ยังยิ้มรับแถมขำออกมาราวกับว่ามันคือเรื่องตลก
จุดเปลี่ยนของทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อปิดเทอมหน้าร้อนเดือนเมษาของวิทยาลัย ผมได้ขึ้นไปเที่ยวอยู่กับแม่ที่ต่างจังหวัด ก่อนมาผมเป็นห่วงพ่อของผมอยู่ลึก ๆ ว่าอยู่คนเดียวจะเป็นอะไรไหม จะกินข้าวครบทุกมื้อรึเปล่า หรือสนใจกินแต่เหล้าอย่างเดียว ทว่าผมก็คิดถึงแม่มากเหมือนกัน จึงเลือกที่จะไปหาแม่แทนที่จะอยู่เป็นเพื่อนพ่อ
ตลอดห้าปีที่ผ่านมาผมไม่เคยได้สังเกตเลยว่าแท้ที่จริงแล้ว ภายนอกที่ดูเข้มแข็ง กลับมีความเหงาซึ่งซ่อนอยู่ภายใน ตั้งแต่ที่แม่ผมจากมาท่านคงจะเหงาเสมอ เหงาจนเริ่มหาใครสักคนมาคลายความรู้สึกเหล่านั้น ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่เคยสงสัยทุกครั้งที่พ่อกลับบ้านดึก หรือบางทีก็เกือบเช้า ผมไม่เคยสงสัยเลยสักครั้ง
คุณเคยได้ยินคำนี้กันใช่ไหมว่าความลับมันไม่มีในโลก ผมเพิ่งรู้ ก็คราวนี้ว่ามันไม่มีในโลกจริง ๆ หรือบางทีความลับจะยังคงเป็นความลับต่อไป หากพ่อไม่พาผู้หญิงคนนั้นเข้ามาอยู่ในบ้านในจังหวะที่ผมไม่อยู่ และแม้ถึงตัวผมจะไม่อยู่ แต่ยายผมก็อยู่ด้วยถึงแม้บ้านจะคนละหลัง ทว่าระยะห่างไม่ถึงสามสิบเมตร ไม่ว่าผมหรือพ่อจะทำอะไรก็อยู่ในสายตาของยายหมด เรื่องครั้งนี้ก็เช่นกัน
ยายไม่รอช้าที่จะรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้แก่แม่ของผมฟัง พร้อมกับตีไข่ใส่สีไปนิดหน่อย พ่อเป็นผู้ชายทั่วไปที่มีความรู้สึกต้องย่อมมีเหงาเป็นธรรมดา กับผู้หญิงคนนั้นพ่อตั้งใจแค่จะเล่น ๆ ด้วย แต่ผู้หญิงคนนั้นสิกับตั้งใจจะจับพ่อผมแต่แรก จนเรื่องมันบานปลายจนไปถึงจุดซึ่งแตกหัก หากว่าไปตามความจริงพ่อผมก็เป็นฝ่ายผิดนั่นแหละ
ผิดที่เอาเธอเข้ามาจนกลายเป็นแทรกระหว่างกลาง
แน่นอน แม่ผมรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นและตั้งใจจะเลิกกับพ่อให้ได้ คาดคั้นให้ผมเลือกว่าจะอยู่กับใคร รับได้ไหมหากต้องอยู่ร่วมกับผู้หญิงหน้าไม่อายแบบนั้น ตามตรงเลยนะครับ ผมรับไม่ได้ รับไม่ได้เป็นอย่างมาก จะให้ไปอยู่ร่วมกับคนที่ทำให้ครอบครัวผมแตกแยก ใครมันจะไปรับได้กันล่ะ ถึงมีความลังเลเล็กน้อย
ถึงพ่อจะผิดก็ตาม แต่ผมก็เชื่อว่าพ่อยังรักแม่อยู่และยังคงรักมาก อีกอย่างผมก็ยังเป็นห่วงท่านด้วย แต่ท้ายที่สุดเมื่อพ่อยังมีผู้หญิงคนนั้นอยู่ข้างกาย แต่แม่ไม่มีใคร ถ้าอย่างนั้นผมเลือกที่จะมาอยู่กับแม่ดีกว่า
ทุกอย่างดูเหมือนเกิดขึ้นรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาจนผมตั้งตัวไม่ทัน ผมกลับไปยังบ้านซึ่งเคยอบอุ่น แสนคุ้นเคยนั่นอีกครั้ง เพื่อไปเก็บข้าวของส่วนตัวสิ่งที่คิดว่าสำคัญสำหรับผม
และเป็นอย่างที่คิดเมื่อผมไปถึง ผมได้เจอกับผู้หญิงหน้าไม่อาย เธอยังคงลอยหน้าลอยตาอยู่ในบ้านแถมยังใส่เสื้อของผมที่แม่ซื้อให้แบบไม่สะทกสะท้านอีกต่างหาก กระตุ้นอารมณ์ผมไม่ใช่น้อย ระหว่างที่เดินสวนทางกับเธอผมได้ตำหนิเธอนิดหน่อย ว่าไม่มีปัญญาหาผู้ชายเองหรือไง ผมยอมรับว่าเป็นการกระทำที่โง่มาก แต่ตอนนั้นผมก็โกรธจริง ๆ โกรธจนไม่สนใจสิ่งถูกผิด
หน้าร้อนเดือนเมษาของผมได้จบลงอย่างกับพล๊อตนิยายน้ำเน่า พ่อมีเมียน้อย ต้องย้ายโรงเรียน ย้ายบ้านออกจากบ้านที่เคยอยู่อย่างสงบสุขไปยังหอพักซึ่งแคบกว่าหลายเท่า ผมตัดสินใจเริ่มเรียนปวช.
1
ใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่าผมขี้เกียจเทียบโอนเพราะมันวุ่นวายต้องไปขอเอกสารวิทยาลัยเก่าต้องทำเรื่องเยอะ เริ่มเรียนใหม่เลยง่ายดี อีกอย่างผลการเรียนที่ผมเคยทำไว้มันก็ย่ำแย่มากด้วย
เพราะต้องเริ่มต้นใหม่ทุกอย่างโดยเฉพาะการหาเพื่อน สถานที่ก็ไม่คุ้น จากที่เคยอยู่บ้านนอกเจอแต่ทุ่งนาป่าเขา ต้องมาอยู่ใจกลางเมืองที่ไม่เคยเงียบสงบเจอแต่แสงสีแสงไฟ ผมต้องปรับตัวให้ชินกับหลาย ๆ สิ่งที่อยู่รอบตัว แต่มันคงยากเกินไป จนกลายเป็นว่าผมเลือกจะอยู่แต่ในห้องดีกว่า เมืองที่แต่ความว้าวุ่นมองทางไหนก็ไม่รู้จักใครเลยสักคน กับบ้านนอกที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็พบแต่คนรู้จักอยู่เสมอ
ผมอยู่ไปวัน ๆ ดูการ์ตูนบ้าง เล่นเกมบ้างสลับกันไป และไม่เคยออกไปไหน
หากถามว่าผมเหงาไหม
?
ไม่รู้สิภายในใจมันมีแต่ความรู้สึกเฉย ๆ อยู่เต็มไปหมด จะสนุกก็ไม่สนุก จะเบื่อก็ไม่เบื่อ แต่เหมือนขาดอะไรบางอย่าง ผมก็หวังว่าหากไปโรงเรียนอาจจะทำให้ความรู้พวกนี้หายไปก็ได้
แต่พอเอาเข้าจริง กลับตาลปัตร เริ่มแรกก็มีเพื่อนอยู่บ้าง ทว่าพอนานเข้าแทบไม่มี ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน บางทีคงเป็นที่นิสัยของผมเองที่ค่อนข้างแปลก ในวงสนทนาผมมักไม่มีเรื่องที่พูดคุย จุดที่ทำให้ผมอ่อนแอที่สุดก็คงจะเป็นปลายเทอมหนึ่ง จนไปถึงกลางเทอมสอง เรียกได้ว่าผมไม่มีเพื่อนเลย
ไม่มีเลยจริง ๆ
ผมยอมรับว่าทุกวันผมนั่งในห้องอย่างอึดอัด จนทำให้แทบจะไม่อยากมา แต่ก็ต้องมาเพื่ออนาคตของตัวเอง ผมเคยโทรไปร้องไห้กับเพื่อนสนิทเมื่อสมัยผมที่อยู่บ้านนอก ตอนนั้นผมไม่ไหวแล้ว มันทรมานมาก อยู่ในห้องซึ่งน้อยครั้งที่จะได้คุยกับใคร กินข้าวคนเดียว จากที่เคยมีเพื่อนอยู่รอบตัว กลับต้องมาทำอะไรต่าง ๆ คนเดียว มันทรมานเกินทน
แต่แล้วเหมือนแสงสว่างนำพาหนึ่งเดือนก่อนปิดเทอมที่สอง ผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งเริ่มเข้ามาคุยกับผม ต่างสไตล์ ทว่าเราก็เข้ากันได้ดี เขามาพักบ้านผมหลายครั้งหลายคราว บางทีที่แม่ผมไม่อยู่เป็นอาทิตย์ผมมักจะชวนเขาให้มานอนเป็นเพื่อน เขาเป็นคนนิสัยดี แถมน่ารัก กับผมที่หน้าตาธรรมดาแทบไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ก็ยังมาเป็นเพื่อนกัน เขาที่มีเพื่อนเยอะเป็นทุนเดิม
พอนานวันเข้าเพื่อนของเขาก็กลายเป็นเพื่อนของผมเช่นกัน จากที่เคยอยู่คนเดียวผมได้มีเพื่อนอีกประมาณเจ็ดแปดคน เพราะสไตล์ต่างกันตั้งแต่แรกทำให้ต่อให้มีเพื่อนก็จริง ทว่าผมไม่เคยรู้สึกมีความสุขเลย แต่ยังดีที่ไม่ต้องกินข้าวคนเดียว สำหรับผมเท่านั้นก็พอ
ผมอยู่แบบนั้นจนเกือบใกล้จะจบเทอมสอง ถึงเวลาที่ต้องเลือกสาขาที่จะไป ผมเลือกบัญชีแต่เขาเลือกภาษาต่างประเทศ ถึงเวลาที่ต้องแยกจากกัน แต่ยังไงในกลุ่มนอกจากผมก็ยังมีอีกสองที่เลือกเหมือนผม ค่อยเบาใจหน่อยเพราะอย่างน้อยผมไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยการหาเพื่อนใหม่อีกครั้ง ผมพูดไม่เก่ง ผมไม่มั่นใจว่าจะหาเพื่อนใหม่ได้อีกหรือเปล่า
เริ่มปวช.
2
ด้วยความราบรื่นไม่ค่อยมีอะไรให้หนักใจนอกเสียจากรายงานที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพราะผมมักจะถูกขอร้องให้ทำให้ทุกที ผมปฏิเสธใครไม่เป็น สุดท้ายต้องจำยอมทั้งที่ไม่อยากเลยสักนิด ทว่าหากปฏิเสธไปก็กลัวว่าพวกเขาจะเกลียดผมอีก สอบเหมือนกันตรงไหนที่เขาทำไม่ได้มักจะถามผม แน่นอน ผมบอกคำตอบให้ตลอด เมื่อมีครั้งแรกย่อมมีครั้งต่อไปวนเวียนไปมาอยู่แบบนี้ กลายเป็นว่าทุกครั้งที่มีสอบพวกเขาจะไม่อ่านหนังสือกันเลยหวังพึ่งผมอย่างเดียว
จนจบปวส.
2
ผมรู้สึกว่าผมเป็นส่วนหนึ่งทำให้เขาเรียนจน และผมก็ดีใจที่เขาจบพร้อมพบเช่นกัน ถึงจะถูกเอาเปรียบไปในบางครั้ง หรือบางทีก็ทำอะไรซึ่งไม่นึกถึงความรู้สึกของผม แต่ผมก็ดีใจ ที่มีเพื่อนอย่างพวกเขา หากมองข้ามเรื่องที่เคยถูกเอาเปรียบพวกเขาก็เป็นคนดีคนหนึ่งนั่นแหละ คนเราไม่มีใครดีเด่ไปเสียหมดหรอก
ทุกวันนี้ผมก็ยังรู้สึกขอบคุณเขาคนนั้น ที่ทำให้ผมมีเพื่อน แม้ตอนนี้เราทั้งคู่จะไม่ได้ต่างอะไรกับคนแปลกหน้าก็ตาม แต่ในบางครั้งผมก็คิดถึงและเคยฝันที่เขา และผมก็ถือว่าเขาคือผู้มีพระคุณของผมคนหนึ่งเลยล่ะ
ในระหว่างที่ผมเรียนปวส.
2
ผมได้เรียนปริญญาควบคู่ไปด้วย จนทำให้ผมจบปริญญาไปในคราวเดียวกัน ผมไม่อยากให้แม่เหนื่อยไปมากกว่านี้ อยากจะรีบเรียนให้จบและเราจะได้กลับไปยังบ้านเกิดกันเสียที ผมเหนื่อยกับสังคมเห็นแก่ตัว สังคมใส่กาก สังคมที่แต่ความวุ่นวายและผมก็รู้ว่าแม่ก็เหมือนกัน ผมอยากให้ท่านได้พักเสียบ้าง อีกอย่างผมก็ยังคิดถึงพ่อ..รักและเป็นห่วงอย่างไม่เสื่อมคลาย
แม้นาน ๆ จะได้คุยกันทีและทุกครั้งที่คุยกันผมก็ได้รู้ว่าท่านรักและเป็นกังวลเรื่องผมมากแค่ไหน มักพูดเสมอว่า หากไม่ไหวก็กลับมานะ พ่อมีเงินไม่มากแต่พ่อก็เลี้ยงแกได้ แทบจะทำให้ผมน้ำตาไหล ผมก็ได้แต่ตอบครับ ๆ เมื่อผมเรียนจบก็จะกลับไปแน่นอน และแม่ก็จะกลับไปด้วย
เรียนจบแล้ว ตอนนี้ธุระของผมในเมืองก็คงมีแต่ต้องรอรับใบประกาศและวุฒิการศึกษาเท่านั้น ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยหรือขาดความเอาใจใส่ เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ท่านทั้งสองมักจะใส่ใจผมคิดแต่เรื่องเป็นอันดับต้น ๆ เสมอ
แต่ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่า ขาดอะไรสักอย่างมาเติมเต็มซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ผมไม่เคยมีความรักสนใจเรื่องเรียนอย่างเดียว และหลายครั้งที่ผมคิดว่าความรักไม่จำเป็นต่อชีวิต คนรอบตัวมีแล้วส่วนมากล้วนแต่ประสบกับความเสียใจ ไม่เว้นแม่กับพ่อ จนทำให้ผมหมดศรัทธากับสิ่งเหล่านั้น มีคนเข้ามาผมเอาแต่เมินเฉย สุดท้ายเขาก็จากไป
ความรักเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน ใจคนก็ไม่แน่นอน แล้วทำไมผมต้องเอาหัวใจตัวเองไปผูกไว้กับความไม่แน่นอนนั่นด้วย ถ้าผมให้ไปแล้ว เกิดเสียใจขึ้นมาล่ะ ผมต้องทำยังไง
?
ยอมรับว่าผมกลัว อคติเล็กน้อย ผมยังไม่เจอใครให้ใจเต้น ผมไม่เคยเจอใครที่ถูกชะตา อยู่แบบนี้บางทีก็มีความสุข ถึงบางครั้งจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่าง แต่ผมก็ยังมีชีวิตอยู่ได้
ถึงเคยคิด ว่าอยากมีคู่ดั่งคนอื่นเขา อยากบอกรักใครสักคน
ถึงเคยคิด ว่าอยากไปเที่ยวกับใครสักคนสองต่อสอง
ถึงเคยคิด ว่าอยากจะลองคุยโทรศัพท์กับสักคนเป็นเวลานาน ๆ
ถึงเคยคิด ว่าอยากเดินจับมือกันอย่างไม่อายสายตาผู้คน
ถึงเคยคิด ว่าอยากลองกอดใครสักคนอย่างแนบแน่นจนรู้สึกอึดอัดกันไปข้าง
ถึงเคยคิด ว่าอยากมีใครสักคนให้คิดถึง อยากถูกใครสักคนเป็นห่วงซึ่งนอกจากพ่อแม่
....
จูบแรกผมอยากรู้ว่ามันเป็นแบบไหน ระหว่างที่จูบกันอยู่รู้สึกอย่างไร
แต่โลกของคนรักกัน มันยากเกินกว่าผมจะเข้าไป ผมรู้ไม่แม้แต่วิธีที่จะเริ่มรักใครสักคน ไม่รู้แม้แต่ความรู้สึกที่ชอบใครสักคนมันเป็นยังไง พอเถอะถึงคิดไปรังแต่จะทำให้ปวดหัว หากโชคชะตาต้องการสักวันผมคงจะคนที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้นได้เอง ทว่าเมื่อไหร่ล่ะ
?
หรือว่าต้องรอตลอดไป
?
ถึงผมจะไม่อยากมี แต่ก็มีความอยากมีอยู่ส่วนลึก ก่อนที่ชีวิตวัยรุ่นของผมจะหมดไปอยากจะลองดูสักครั้ง หากผมจะมีจริง ๆ ขอให้เขาเป็นรักเดียว รักตลอดไปทีได้ไหม ผมไม่อยากจะเริ่มต้นใหม่ซ้ำซาก ผมไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นใหม่ได้อีกรึเปล่า หรือถ้าหากไม่มีก็ขอให้ไม่มีไปชั่วชีวิต ความคิดหัวโบราณมากใช่ไหม
อยากจะรักแค่ใครสักคนไปตลอดชีวิต ใครสักคนที่จะเป็นทั้งครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตของผม คนที่จะทำลายอคติของผมได้และไขกุญแจเปิดใจผมออกมา อยากจะรู้ว่าบนโลกนี้ซึ่งมีผู้คนอยู่เป็นร้อยเป็นล้านล้านคนจะมีสักคนไหม
และแล้วผมก็ได้กลับบ้านเกิดดั่งที่หวังไว้สักทีทุกอย่างเริ่มขึ้นที่เดือนเมษา และผมก็กำลังจะกลับช่วงเดือนเมษาทุกอย่างช่างประจวบเหมาะเสียจริง ในที่สุดผมก็ได้หนีจากเมืองความวุ่นวาย ซึ่งเต็มไปด้วยความร้อนไม่ว่าจะอากาศหรือใจคน หรือจากความคิดและภายในใจที่กำลังร้อนรุ่มไปหยุดพักผ่อนในสถานที่ซึ่งเคยจากมา สถานที่ที่ทำให้ผมสบายใจที่สุด
ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ยิ่งโต ยิ่งเจอผู้คนมากขึ้น ต่างคนก็ต่างมีสิ่งที่ต้องทำ ไม่แปลกที่จะสนใจสิ่งนั้นมากกว่า และเพื่อนที่ไม่ค่อยมีความน่าสนใจดั่งผมไม่แปลกอีกเช่นกันที่จะถูกลืมไป ก็นะ..แต่ผมก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ผมคิดว่าความสัมพันธ์ที่มีด้วยกันมานานต่อให้เจอกันใหม่สักกี่รอบก็ยังสามารถสานความสัมพันธ์ได้อีก
แต่มีเพียงคนเดียวที่ผมอยากจะให้เขาจำผมได้มากที่สุด เราไม่ได้ติดต่อกันนับตั้งแต่ผมโทรไปร้องไห้กับเขา ผมอายเกินกว่าที่จะติดต่อไป และเขาก็ไม่ได้ติดต่อมาเช่นกัน หรือบางทีเขาอาจจะลืมผมไปแล้วก็ได้ หรืออาจจะย้ายที่อยู่ไปแล้ว
เขาเป็นคนเดียวที่สนิทกับผม ยอมรับนิสัยของผมได้ ผมสบายใจทุกครั้งที่อยู่กับเขา และบ้านเราก็ไม่ได้ไกลกันมาก ผมคิดถึงเขาอยู่ตลอด เวลาที่ผมท้อแท้ เหนื่อยใจเรื่องเพื่อนผมจะนึกถึงเขาเสมอ พร้อมกับปลอบใจตัวเองว่ายังไงผมยังมีเพื่อนดี ๆ กับเขาอยู่ จนตอนนี้ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ผมปลอบใจหรือกำลังหลอกตัวเองกันแน่
รถประจำทางได้มาจอดยังทางเข้าหมู่บ้านของผม ซึ่งตอนนี้คงมีแต่รอให้ใครสักคนมารับเพราะกว่าจะถึงตัวหมู่บ้านของผมจริง ๆ ก็อีกประมาณสี่สิบกว่ากิโล แม่ผมดูกังวลไม่ใช่น้อยจะแยกทางกันทว่าพ่อกับแม่ยังไม่หย่ากัน แม้จะปากแข็งแต่ผมคิดว่าแม่ผมก็ยังรักพ่ออยู่ อย่างไรก็ตามเรื่องราวทั้งหมดได้ผ่านมานานขนาดนี้จะให้ไปคบกันอีกก็คงยาก มิหนำซ้ำพ่อยังคงมีผู้หญิงคนนั้นอยู่คงไม่ทางจะกลับมาคบกันอีก
อากาศช่างร้อนจับขั้วเหงื่อไหลซึมไปตามไรผมและเสื้อผ้า ผมหยิบกระด
าษทิชชู่จากในกระเป๋าเสื้อผ้าก่อนซับบนใบหน้าพลางส่งให้แม่ซึ่งดูท่าว่ากำลังร้อนไม่แพ้กัน
“
แม่โทรให้ยายมารับแล้วนะลูก
”
น้ำเสียงนิ่งเรียบของแม่กล่าวบอก ผมพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปยังถนนทางเข้า มองรถซึ่งแล่นสวนกันไปมา ทางซึ่งเคยเป็นลูกรังตอนนี้กลายเป็นลาดยาง ไม่ได้กลับมาตั้งนานไม่รู้ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปอีกนะ
ผ่านไปประมาณสิบนาที รถกระบะสี่ประตูสีควันบุหรี่ได้มาจอดเทียบข้างที่ผมยืนอยู่ กระจกติดฟิล์มทุกด้านดำทึบจนมองไม่เห็นบุคคลที่อยู่ภายใน เพียงชั่วครู่เขาได้เปิดประตูออกมาแทนที่จะเป็นยายมารับกลับกลายเป็นคนที่ไม่คาดคิด
“
ไง..ไม่เจอกันเสียนานนะ
”
ชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมกล่าวทักซึ่งอยู่ในชุดเสื้อยืดสีเทาธรรมดา กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินทรงกระบอกและรองเท้าแตะแบบหนีบ
ยี่ห้อช้างดาว ทรงผมสีดำดั่งผู้ชายทั่วไป ผิวสีแทนดูแมนและกำยำกว่าเมื่อก่อน
“
คุณป้าสวัสดีครับ ของมีเท่านี้ใช่ไหมครับ
”
เขายกมือไหว้แม่ของผมก่อนจะยกสัมภาระทุกอย่างไว้ที่กระบะท้ายรถ
“
จ้ะ..โตขึ้นเยอะจนป้าจำไม่ได้เลยนะ
”
ท่านกล่าวด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องจะบอกว่าหล่อขึ้นเยอะด้วยล่ะสินะ
“
แต่ป้าก็ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ
”
เขาระบายยิ้มอย่างหวานเยิ้มพลางเปิดประตูด้านหลังให้แม่ผมเข้าไปนั่ง
“
แหม..ขอบใจนะจ้ะ
”
ท่านกล่าวพร้อมกับขึ้นไปทันที
“
ลูกป้าก็เหมือนกัน สวยไม่เปลี่ยน
”
ชมแบบนี้อย่าคิดว่าผมจะดีใจนะ
“
ตาถั่วหรือไง มาชมผู้ชายว่าสวยเนี่ย
”
ไม่ดีใจมิหนำซ้ำจะมีความโกรธเป็นของแถม
“
ครับ ๆ เอ้า! ขึ้นไปได้แล้ว
”
เขาเปิดประตูพลางทำท่าเหมือนไล่หมูหมากาไก่เข้าคอก นาน ๆ จะได้เจอกันทียังกวนประสาทไม่เปลี่ยน เขาคือเพื่อนร่วมชั้นสมัยประถมจนถึงมัธยมเจอกันร้านเกมอยู่บ่อย ๆ
ตลอดทางได้แแต่นั่งเงียบฟังแม่กับเขาคุยกันอย่างสนุกสนาน กลับมาทั้งทีเจอคนที่ทำให้ไม่สบอารมณ์ตั้งแต่แรกแบบนี้ถือว่าเป็นความซวยได้ไหมเนี่ย เขาดูเปลี่ยนไปมาก มากจนผมเองก็เกือบจำไม่ได้ ก็นะผ่านมาสี่ห้าปีจะไม่เปลี่ยนเลยก็คงแปลก แถมยังดูดีกว่าแต่ก่อนเยอะ ทว่าก็ค่อยยังชั่วหน่อยที่ยังมีคนจำผมได้ ถึงจะเป็นเขาก็เถอะ ก็ยังดี
“
จ้องทำไม หลงรักฉันแล้วรึไง
”
คำถามกวนโอ๊ยดึงสติให้ผมรู้ตัวว่าผมกำลังจ้องเขานานเกินไปจริง ๆ
“
อ่ะ เปล่า แค่คิดว่าอย่างนายโตมาไม่น่าจะดูดีได้
”
ผมตอบไปด้วยอาการหวั่นใจอย่างประหลาด
“
งั้นเหรอ ฮึ..อย่างน้อยฉันก็หล่อกว่าคนที่นายนึกถึงแล้วกัน
”
คนที่ผมนึกถึงแล้วมันใครกันล่ะ
?
“
ก็อย่างนี้แหละ คุยกับคนไม่สมประกอบรังแต่จะทำให้ปวดหัว
”
ผมกล่าวแกมประชดสายตาหันมองสำรวจสองข้างทาง
“
นี่ว่าฉันบ้าเหรอ
”
เขากระชากเสียงถามราวกับว่ากำลังจะอารมณ์เสียอย่างไรอย่างนั้น
“
คิดเองเออเอง
”
ผมยังคงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“
นายนี่มันกวนโมโหได้ตลอด ถ้าเป็นหมอนั่นมารับคงดีกว่านี้สินะ แต่เสียใจด้วยหมอนั่นมาไม่ได้หรอก เพราะมันย้ายไปอยู่กับเมียตั้งนานแล้ว
”
“
คนที่กวนก่อนนั่นมันนายนะ
”
หมอนั่น
?
ใครกันล่ะหมอนั่นที่ว่า
?
“
คิคิ
”
แม่ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ มาตลอดแอบขำออกมาเล็กน้อย
“
ชอบเถียงกันไม่เปลี่ยนเลยนะทั้งสองคน
”
ก่อนที่จะกล่าวด้วยอาการปนขำ
“
ก็ไอ้บ้า มันเริ่มก่อนนี่ครับแม่
”
ผมเถียง
“
นั่นไงว่าฉันบ้าอีกแล้ว
”
เขาพูดราวกับกำลังจับผิดผมอยู่
“
ฉันเอ่ยชื่อนายที่ไหนกัน อยากรับก็รับไป
”
ฮึ่ย! น่าโมโหชะมัด
“
ก็ได้..ฉันยอมก็ได้ สามียอมภรรยาคงจะไม่แปลก
”
ผมหันไปมองหน้า คนที่เอ่ยขึ้นมาอย่างหน้าตาเฉย จะนึกคำด่า ก็นึกไม่ออกจนกลายเป็นว่าผมเงียบไปในที่สุด
“
จริงไหมครับ คุณป้า
”
เมื่อผมเงียบเขาจึงไปถามแม่ผมแทน
“
จ้า ๆ รักกันแม่ก็ไม่ว่าหรอก สมัยนี้สังคมเปิดกว้างกว่าเมื่อก่อนแล้ว
”
“
แม่!
”
ท่านพูดอย่างเปิดใจยอมรับเต็มที่ แล้วความสมัครของลูกท่านเองล่ะ
“
ฮ่า ๆ
”
เสียงขำเปล่งออกมาอย่างสะใจจนผมไม่รู้ว่าจะโกรธเขาหรือแม่ดี
ในที่สุดก็ถึงบ้านยาย ผมรีบลงจากรถ ไปยังท้ายกระบะ ยกของทีละอย่างลงทันที น่าโมโห น่าโมโหชะมัด คนบ้าที่พูดอะไรออกมาอย่างง่ายดาย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา แถมแม่ยังไปเห็นดีเห็นงามด้วย อารมณ์ดีกลายเป็นอารมณ์เสียเพราะไอ้บ้า ไอ้บ้า ไอ้บ้า นั่นคนเดียว
“
ภรรยาน่าจะอยู่เฉย ๆ รอสามีมายกให้ก็สิ้นเรื่อง
”
ยังจะพูดแบบนี้อยู่อีกเหรอ อยากจะต่อยปากสักเปรี้ยงเสียจริง ผมเมินทำเป็นไม่ได้ยินก่อนจะยกทุกอย่างไปหน้าบันไดบ้านไม้ซึ่งยกสูงกว่าพื้นมาไม่มากประมาณเมตรกว่า ๆ ได้
“
อุตส่าห์ไปรับทั้งทีไหนล่ะคำขอบคุณ
”
คนที่กำลังยกของเดินตามมาติด ๆ ทำหน้าทะเล้นอย่างไม่รู้สึกรู้สาว่าผมกำลังโกรธแค่ไหน
“
ขอบคุณ
”
อยากได้นักก็ได้พูดก็ได้ หากไม่กวนประสาทผมก็ตั้งใจจะขอบคุณอยู่แล้ว
“
ไหนรางวัล
”
รางวัลอะไรอีกล่ะ หรืออยากจะได้ค่าน้ำมันรถ
?
เดินมาถึงหน้าบันไดพอดีจึงวางของลงและควักเงินในกระเป๋ากางเกงยีนส์ขาเดฟที่กำลังใส่อยู่ออกมาหนึ่งร้อยพลางยื่นให้
“
เอ้า! พอไหม
?”
โครงหน้าอย่างไทยแท้ย่นคิ้วแทบจะติดกันผมเลยเพิ่มให้อีกร้อย
“
พอไหม
”
ถึงบอกไม่พอผมก็ไม่ให้อีกแล้วนะ
“
จะไปพอได้ยังไงเล่า
”
เขาวางของก่อนที่จะเดินเข้ามาใกล้
“
มันต้องแบบนี้
”
ไม่ทันขาดคำริมฝีปากกระจับสีชมพูออกคล้ำนิดหน่อยเข้ามาจุมพิตที่แก้มขวาของผมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
“
เฮ้ย!
”
ผมที่กำลังตกใจกับเหตุการณ์ พอรู้ตัวอีกทีเขาก็วิ่งหนีไปไกลเสียแล้ว แถมรถก็ยังคงจอดทิ้งไว้ ไอ้บ้าเอ้ย! ผมขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ใช่เกย์นะครับ แต่ไอ้สิ่งที่กำลังเต้นตึกตักผมก็ไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกัน ตกใจ.. อาจจะเป็นเพราะความตกใจแน่ ๆ
ตกค่ำหลังจากทานอาหารเย็นเสร็จผมได้ออกมานอนเปลได้ต้นไม้หน้าบ้านพลางใช้เท้ายันพื้นแกว่งไปมาพร้อมกับมองบนฟ้าอย่างเพลิดเพลิน อยู่เมืองกรุงมองไม่เห็นดาว แต่ถ้าเป็นบ้านนอกมองเห็นดาวอย่างชัดเจน
“
ไง.. มานอนอะไรตรงนี้ เดี๋ยวยุงก็กัดหรอก
”
ไอ้ผมก็อยากจะดูดาวอย่
างเงียบ ๆ
“
มาทำไม
”
ผมถามเสียงเรียบ
“
มาเอารถน่ะสิ ยังจำสัญญานั่นได้ไหม
”
เขาถามพร้อมกับเดินมาหาผมที่เปล ก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
“
สัญญาอะไร
”
ผมขมวดคิ้วพลางคิด
“
ก็สัญญาที่ว่าหากซื้อของในเกมให้นายจะแต่งงานกันฉันไง
”
“
อ๋อ..นั่นน่ะเหรอฉันก็แต่งไปแล้วในเกม
”
ยังจะจำได้อีก
“
แล้วตอนนั้นฉันบอกนายตรงไหนว่าจะแต่งกันในเกม
”
“
เรื่องนมนานปานนั้นใครจะไปจำได้
”
และไหงถึงมาบอกตอนนี้
“
แต่ฉันมีหลักฐาน
”
“
อะไรนะ
”
ผมแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“
นี่ไง..ลายมือนายที่เขียนสัญญาว่าจะแต่
งงานกับฉัน
”
กระดาษแผ่นเล็กที่ถูกส่งมาให้ ซึ่งดูท่าทางคงจะเก็บรักษาไว้อย่างดี
“
เป็นไงเถียงไม่ออกเลยล่ะสิ
”
จะไปเถียงอะไรได้ในเมื่อนั่นลายมือผมชัด ๆ
“
เลิกเถียงมาเป็นของฉันเสียดี ๆ นายคงไม่รู้ใช่ไหมว่าฉันเป็นคนรักเดียวใจเดียว คิดว่าฉันรักนายมานานเท่าไหร่ คิดว่าฉันรอนายนานแค่ไหน ยอมรับแล้วมาหลงรักฉันได้แล้ว อย่าให้ต้องรอนานกว่านี้เลย
”
พูดมาเสียดิบดีผมก็นึกว่าเขาจะรอคำตอบจากผมแต่ใช่ที่ไหนกัน ริมฝีปากของคนตรงหน้าซึ่งโน้มประกบลงมาอย่างอ่อนละมุนบนริมฝีปากของผม เริ่มแรกผมตกใจอีกทั้งโกรธหมัดกำแน่นทุบไปยังแผ่นอกของเขาหลายต่อหลายครั้ง โดยที่เขาไม่
ได้
ป้องกันแต่อย่างใด
ทั้งสิ้น
การกระทำทะนุถนอมและนุ่มนวลราวกับกำลังลิ้มรสขนมหวานที่มีเพียงชิ้นเดียวในผืนโลก ทำให้ผมเคลิ้มไปกับสิ่งนั้นส่งผลทำให้ความโกรธในใจค่อย ๆ จางหายไปเหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกแปลกใหม่ซึ่งเริ่มเพิ่มพูนเข้ามา
ความอบอุ่นจากส่วนที่สัมผัสชโลมก้อนเนื้ออันแสนด้านชาอย่างช้าช้าเสียงลมพัดผ่านเสียงต้นไม้เสียดสีกันไปมา เปลือกตาทยอยหย่อนลงจนกลายเป็นหลับพริ้มซึมซับความรู้สึกต่าง ๆ
อ่า..จูบมันเป็นอย่างนี้เองสินะ
ผมคงคิดถูกแล้วที่หนีความวุ่นวายของเมืองกรุงกลับยังบ้านเกิด ไม่งั้นผมไม่เจอผมคงจะไม่เจอสิ่งที่ผมตามหามาตลอดใครมันจะไปคิดล่ะว่าจะอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้ หนีมาพักร้อนในหัวใจที่กำลังว่างเปล่าและร้อนรุ่ม ให้เย็นลง ในที่สุดผมก็มีอะไรมาเติมเต็มกับเขาสักที
-
END-
สนใจเรื่องสั้น เรื่องอื่น
อ่านต่อได้ที่นี่นะคะ
.
.
v
บทเพลงแห่งรัก (เรื่องสั้น Yaoi) By Dreams
