บทนำจุดเริ่มต้น
เปรี้ยง
…!
เสียงสายฟ้าที่ส่งเสียงโหมกระหน่ำราวกับท้องฟ้ากำลังพิโรธในคืนที่พระจันทร์เป็นสีเลือดทั่วท้องนภากำลังร่ำร้องต้อนรับการกำเนิดของสายเลือดต้องสาป คืนนี้จันทราเป็นสีเลือด สายฟ้าเป็นสีทอง สายฝนเป็นสีเงินราวอัญมณีที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้า สรรพสิ่งต่างเงียบสงัดมีเพียงเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยที่ร้องดังไปทั่วโรงนา
อุแว้ๆ
…
เด็กน้อยผิวขาวดุจปุยฝ้าย นัยน์ตาสองสีที่ข้างหนึ่งสีน้ำทะเลอีกข้างเป็นสีเขียวมรกตสร้างความประหลาดใจให้คนที่โรงนาเป็นอย่างมากบวกกับเส้นผมสีชาอ่อนๆของเด็กน้อย แต่ที่สร้างความประหลาดใจไม่มีเพียงแค่นั้น ทุกคนในโรงนาถึงกับตกตะลึงเมื่อสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาที่โรงนาสายฟ้าได้วิ่งผ่านร่างของเด็กน้อยที่กำลังร่ำไห้ เมื่อทุกอย่างเงียบหายไปเหลือทิ้งไว้เพียงแผลเป็นที่อกด้านซ้ายของเด็กน้อยมันคือรูปของดอกโคเวอร์ห้าแฉกสีดำมันคงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหากเสียแต่มันไม่ใช่สัญลักษณ์ของผู้ทำพันธะสัญญาเลือดกับเจ้าแห่งศาสตร์มืด
“ฆ่าเด็กนั้นซะ”เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ไม่”อีกเสียงดังขึ้น
“ฆ่ามันซะ มันคือสายเลือดต้องสาป ถ้าเก็บไว้ซักวันมันจะต้องฆ่าพวกเรา”เสียงดังขึ้นด้วยอารมณ์โมโหสุดขีด
“ไม่ เขาไม่ใช่สายเลือดต้องสาป มันเป็นแผลเป็น แผลเป็นจากสายฟ้าเมื่อครู่”เสียงของหญิงสาวผู้ให้กำเนิดเด็กน้อยดังขัดขึ้น
“ฉันก็ว่าอย่างนั้น เด็กคนนี้เป็นเพียงเด็กธรรมดา”อีกเสียงดังเสริม
สถานการณ์เริ่มตรึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้น เมื่อชายคนหนึ่งอุ้มร่างเด็กน้อยวิ่งหนีไปในความมืด
อุแว้ๆ
…
กุบกับ
…
เสียงม้าวิ่งมาตามถนนก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงนาและเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เด็กนั้นอยู่ที่ไหน”นายทหารคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เมื่อทุกคนที่อยู่ในโรงนาออกมาหมดไร้เงาของเด็กน้อยต้องสาป
“เด็กนั้นอยู่ที่ไหน”เสียงตวาดดังขึ้นอีกครั้งจากนายทหารคนเดิม แต่เสียงกลับดังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนในโรงนาไม่มีใครกล้าเอือนเอ่ยคำใดๆออกมาเลยแม้แต่น้อย
จนนายทหารคนเดิมต้องเอยซ้ำอีกครั้ง“เราถามว่าเด็กคนคนนั้นอยู่ที่ไหน พวกเจ้ารู้ใช่ไหมว่าวันนี้คือวันอะไรและคงรู้ใช่ไหมว่าเด็กทุกคนที่เกิดวันนี้จะต้องตาย ถ้าคิดจะซ่อนเด็กคนนั้นพวกเจ้าทั้งหมดต้องถูกประหาร”
สุดเสียงประกาศชายคนหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นด้วยความกลัว
“พ่อของเด็กพาเด็กไปแล้ว
…
เออ
..
”เสียงพูดตะกุกตะกักด้วยความกลัว
“เด็กนั้นอยู่ที่ใด”
“เออ
…
ทางป่าอาถรรพ์ครับท่าน”สิ้นคำเสียงทุกคนต่างอยู่ในความเงียบ
ป่าอาถรรพ์
ป่าที่ไม่มีผู้ใดกล้าย่างกายเข้าไป ป่าที่ใครก็ตามที่เข้าไปแล้วไม่สามารถออกมาได้แม้จะรู้ความนากลัวเพียงใดแต่ชายผู้นี้ไม่อาจหยุดเท้าของตัวเองได้
เอาเถอะ ตายเป็นตาย ขอเพียงเจ้ารอดก็พออลูเซียลูกรัก
ความคิดในใจพร้อมกับเท้าที่วิ่งเข้าไปในป่าอาถรรพ์ ซึ่งเป็นที่เดียวที่เขาและลูกสาวจะรอดตาย ขอเพียงรอดจากการถูกตามล่าของทหารเป็นพอแล้วสำหรับเขาและลูกสาวในตอนนี้
“อลูเซีย”เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้น
“ค่ะ พ่อมีอะไรค่ะ”เสียงใสๆดังขึ้นในขณะที่มือยังคงทำอาหารสำหรับเธอและพ่อของเธอ
ในป่าที่ห่างไกลผู้คนอลูเซียเด็กสาวต้องสาปบัดนี้เธอได้กลายเป็นสาวเต็มตัวแล้ว ผิวขาวราวปุยฝ้าย ผมสีชาอ่อนๆเงางาม ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมที่
เปลี่ยนเห็นจะเป็นสีตาของเธอที่บัดนี้กลายเป็นสีเขียวมรกตทั้งสองข้าง ตอนนี้อลูเซียได้เป็นหญิงที่สวยสง่างาม
พ่อของเธอจ้องมองอลูเซียอย่างอ่อนใจลูกสาวของเขาเติบโตขึ้นทุกวันเขากลัวว่าวันหนึ่งอลูเซียจะมีความรักและกลัวลูกสาวของเขาจะโดนคนอื่นหลอก เพราะอลูเซียแทบจะไม่ได้ออกป่าเลยและยิ่งความงามของเธอตอนนี้ยิ่งเป็นอันตรายอย่างมาก ถึงแม้อลูเซียจะไม่มีพลังเหมือนเด็กสาวต้องสาปแต่สัญลักษณ์ที่อกของเธอยังคงเป็นอันตราย
“พ่อค่ะ มีอะไรค่ะพ่อ”อลูเซียส่งเสียงเรียกพ่อเธออีกครั้งเมื่อเธอรู้สึกว่าพ่อของเธอไม่ได้สนใจเธอเลย
“อะ
…
อะไรลูก”เสียงของเธอเรียกให้คนเป็นพ่อหลุดจากภวังค์
“พ่อเรียกหนูนิค่ะ”ว่าจบลูกสาวก็แย้มรอยยิ้มบางก่อนจะสนใจทำอาหารต่อ
“พ่อแค่อยากถามว่าอลูเซียอยากได้อะไรไหม พ่อจะเข้าไปในเมืองนะ”ผู้เป็นพ่อตอบและมันก็เรียกความสนใจของลูกสาวได้เลยทีเดียว
อลูเซียแย้มรอยยิ้มบางก่อนจะตอบพ่อของเธอ
“ไม่ค่ะ หนูไม่ต้องการอะไร”
“อลูเซีย”คนเป็นเอยขึ้น
“ค่ะ”
“ลูกขออะไรกับพ่อก็ได้นะ อย่าพยายามอดทนเลยลูก”ว่าจบคนเป็นพ่อชักสีหน้าเศร้า
“พ่อค่ะ หนูไม่ต้องการอะไรจริงๆค่ะ พ่อลำบากเพื่อหนูมามากแล้ว”คำพูดพร้อมกับรอยยิ้มของอลูเซียทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกเศร้ายิ่งขึ้นที่ต้องให้ลูกทนอยู่ในป่าไม่ได้ออกไปเจอโลกภายนอก แม้อลูเซียจะเป็นคนไม่คอยพูดแต่คนเป็นพ่อรู้ดีว่าเด็กสาววัยนี้ต้องการอะไร
“งั้นพ่อจะเข้าเมืองสักสองวันนะ ระวังตัวด้วยนะอย่าเข้าไปใกล้ในเมืองละแล้วพ่อจะรีบกลับมาไปก่อนนะอลูเซียลูกรัก”ก่อนไปพ่อของเธอย้ำเธออีกครั้งเพื่อความมั่นใจ เพราะวันนี้เขาสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเท่าไร
อลูเซียยืนส่งพ่อของเธอจนม้าของพ่อพ้นป่าไป
เธอรู้ดีว่าพ่อของห่วงเธอเรื่องอะไร เธอจึงระวังตัวเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้พ่อของเธอเป็นห่วง
แต่ถึงแม้เธอจะไม่ออกไปหาเรื่อง แต่เธอกลัวว่าสักวันเรื่องต้องเข้ามาหาเธอ
“หายไปแล้วฝ่าบาท”เสียงอึกทึกข้างนอกดังเข้ามาถึงในป่า
“ก็เข้าไปเก็บมาสิ”เสียงทรงอำนาจบนอาชาสีดำทมิฬ ดูสง่างามผมสีดำรับกับนัยน์ตาสีนิลเครื่องทรงที่ใช้สำหรับล่าสัตว์ดูสง่างามและมีอำนาจยิ่งนัก
“แต่ฝ่าบาท ในนั้นมันเป็นป่าอาถรรพ์ฝ่าบาทจะทรง
…
”
ชายวัยกลางคนลงพุงกล่าวขึ้นก่อนเสียงจะหายเมื่อกล่าวถึงอาถรรพ์ของป่า เมื่อสีหน้าของเจ้าชายบัดนี้กลับบอกถึงอารมณ์ขัดใจสุดขีด
“กลัวอำนาจของป่าอาถรรพ์หรือ งั้นเราจะเข้าไปเอามาเอง”พูดจบเจ้าชายคนสำคัญก็ควบอาชาคู่ใจหายเข้าไปในโดยปล่อยให้เหล่าผู้ติดตามอึ้งกันเป็นแถวยังไม่ทันจะได้เอยปากห้ามด้วยซ้ำ
“เจ้านกน้อยเป็นอะไรหรือเปล่า”อลูเซียอุ้มนกน้อยปีกหักสีทองเอาไว้ก่อนจะพามันไปรักษาแต่โดนห้ามเอาไว้เสียก่อน
“นั้นมันนกที่เราล่าได้เจ้าจะเอาไปไหน”ด้วยความตกใจอลูเซียหันกลับไปมองเจ้าของเสียงตั้งใจจะต่อว่า
แต่ภาพที่เห็นทำให้อลูเซียและเจ้าชายต่างนิ่งเงียบทั้งสองต่างตกหลุมรักซึ่งกันและกันมันคือรักแรกพบ
“แต่นกนี้บาดเจ็บ ท่านไม่ควรทำร้ายมัน”อลูเซียเปิดบทสนทนาก่อน
เจ้าชายขยับรอยยิ้มก่อนจะกล่าวขึ้น
“แต่ถึงอย่างไรเราก็เป็นล่ามาได้เจ้าควรจะคืนให้เรา”อลูเซียชักสีหน้าไม่พอก่อนจะกล่าวย้ำอีกครั้ง
“แต่ตอนนี้นกอยู่ที่มือเราท่านคิดว่ามันควรเป็นของใคร”คำพูดที่เจ้าชายถึงกับหัวเราะเบาๆแล้วเอ่ยต่อ
“สรุปเจ้าจะไม่คืนนกนั้นให้เรา”คราวนี้อลูเซียหัวเราะบ้าง
“หรือท่านยังจะเอาคืน”เจ้าชายหัวเราะบอกถึงความพึงพอใจหญิงสาวตรงหน้าอย่างมาก
“เราจะยกนกตัวนั้นให้เจ้าถ้าเจ้า
…
”คราวนี้สีหน้าประหลาดใจของอลูเชียบอกถึงความไม่เข้าใจกับคำพูดของเจ้าชาย
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนหน้าของเจ้าชายและคำพูดของเจ้าชายถึงกลับทำให้อลูเซียนิ่งสนิท
“ยอมเป็นชายาของเรา เราจะถือว่านกนั้นแทนแหวนหมั้นของเรา”พอพูดจบอลูเซียก็ยื่นนกน้อยสีทองคือให้เจ้าชายไป เจ้าชายชักสีหน้างุนงงก่อนจะถามต่อ
“ไม่เอาแล้วหรือ”อลูเซียชักสีหน้าเศร้าก่อนจะตอบคำถามของเจ้าชาย
“อยากได้นะ แต่เราไม่อยากแต่งงานและไม่อยากออกจากป่านี้เท่านั้น”
เจ้าชายทำหน้างุนงง เบือนนัยน์ตาสบกับนัยน์ตาหญิงสาวตรงหน้าราวกับจะหาคำตอบจากดวงตานั้นแทนการเอ่ยถาม
เหมือนอลูเซียจะรู้คำถามของเจ้าชายจึงชิ่งตอบ“ไม่มีความจำเป็นที่ต้องตอบท่าน เราว่าท่านกลับไปเถอะ”พูดจบอลูเซียก็เตรียมตัวเดินกลับบ้านแต่โดนเจ้าชายคนสำคัญรั้งแขนไว้รอยยิ้มบางฉายชัดบนหน้าของเจ้าชาย
“ปล่อย”นิ่งไม่มีการโต้ตอบใดๆเพียงแต่ยังจับมือหญิงสาวแน่นขึ้นจนเธอต้องเอ่ยด้วยความเจ็บปวด
“ปล่อยเถอะเราเจ็บ”เจ้าโน้มหน้าเข้ามาใกล้หญิงสาวขึ้นเรื่อยจนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นใกล้เข้ามาเรื่อยจนสีหน้าของหญิงสาวตอนแดงราวกับลูกตำลึงและเธอค่อยๆปรือตาลงช้าๆและต้องลืมตาขึ้นเมื่อเสียงหัวเราะของใครบางคนทำลายบรรยากาศหมด
“เราขอโทษ”เสียงพูดกลั้วหัวเราะของเจ้าชายยิ่งทำให้ดวงหน้าของเธอแดงมากขึ้น อลูเซียสะบัดมือเจ้าชายที่จับไว้แล้วสาวเท้าเดินจากไป
“พรุ่งนี้เราจะมาหาเจ้าอีกได้ไหม”เสียงตะโกนของเจ้าเป็นผลเมื่ออลูเซียหันกลับมามองหาเจ้าชายคนสำคัญด้วยประกายตาหาเรื่อง
“ไม่ ท่านอย่ากลับมาที่นี่อีก”เสียงใสที่เน้นทุกคำชัดเจน
“เราชื่อเอเวลล์เจ้าละชื่ออะไร”แม้ตอนนี้หญิงสาวจะเดินห่างไปไกลแต่เธอก็ได้ยินทุกคำพูดของเจ้าชาย
รอยยิ้มบางขยับบนใบหน้าสีเรื่อยิ่งขับให้อลูเซียงดงามมากขึ้น
“อลูเซีย”พูดจบเจ้าตัวก็เดินฉับๆเร็วขึ้นทิ้งไว้เพียงใบยิ้มแย้มของเจ้าชายที่บัดยิ่งสง่างามมากขึ้น
“เอเวลล์”
เสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่อเขามาตามที่สัญญากับเธอเอาไว้ ชายผู้ที่อยู่ในอาภรณ์สบายๆไม่มีเครื่องทรงอะไรมากมายวุ่นวาย
“อลูเซีย
…
นกนั้น
?
”เจ้าชายว่าพลางชี้มือไปที่เจ้านกน้อยสีทองที่บัดนี้กระพือปีกตามอลูเซียมารอยยิ้มบางก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำใส
“มันหายแล้ว”รอยยิ้มบางขยับคราวนี้เป็นของเจ้าชายก่อนที่มือจะขยับจับใบหน้านวลที่แสนคิดถึงนิ้วมือไล้นวลแก้มจนถึงลำคอและต้องหยุดเพราะเมื่อนัยน์ตาของร่างบางเงยขึ้นมาสบเจ้าชายให้จ้องมองนัยน์ตาที่สวยราวกับอัญมณี
จุมพิตที่ริมฝีปากอันนุ่มนวลน่ามองอลูเซียปรือนัยน์ตาลงช้าๆเพื่อรอรับความอ่อนหวานจากชายตรงหน้าอันเป็นที่รัก
“อลูเซียไปอยู่กับเราไหมเราจะเลี้ยงดูเจ้าและนกน้อยเอง”บทสนทนาที่เจ้าชายเป็นคนเริ่มหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมกอดเงยหน้าขึ้นมาสบหน้าคนพูดก่อนจะหันกลับมองยังลำธารเบื้องหน้าแทนสายตาทอดมองออกไปไกลแสนไกล
อลูเซียยังไม่คิดถึงวันที่เขาต้องจากพ่อและไม่เคยคิดถึงวันที่ออกจากป่านี้ไม่คิดถึงวันที่เธอต้องระหว่างความรักและความเป็นจริง
“ไม่ได้หรอกเอเวลล์ เราออกจากไม่ได้ทิ้งพ่อไม่ได้”เจ้าชายกอดร่างบางแน่นเพื่อยืนยันสิ่งที่เขาพูด
“เราจะดูแลเจ้าและพ่อให้ดีที่สุดเชื่อใจเราได้ไหมอลูเซียหรือเจ้าไม่ได้รักเรา”
อลูเซียมองหน้าชายผู้เป็นที่รักก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“เรารักเจ้าเอเวลล์แต่
…
”คำพูดที่เบาราวกับเสียงกระซิบ
“ถ้ารักกันแล้วทำไมไม่ไปอยู่กับเรา”เจ้าชายมองหน้าหญิงสาวร่าบางตรงหน้าราวกับไม่อยากให้เธอเอ่ยคำปฏิเสธใดๆออกมาอีก
“แล้วทำไม่เจ้าไม่ทิ้งทุกแล้วมาอยู่กับเรา”คำถามที่ทั้งสองต่างมองกันหน้านิ่งชั่วอึดใจเจ้าชายจึงเอ่ยขึ้น
“เราทิ้งวังไม่ได้แล้วใครจะดูแลประชาชนหากเจ้ชายคนสำคัญหายไป”เจ้าตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“พิสูจน์รักของเจ้าสิเอเวลล์ ว่าเจ้าอยากเป็นเอเวลล์หรืออยากเป็นเจ้าชายเอเวลล์มากกว่าถ้าเจ้าเลือกเราเราจะรอเจ้าอยู่ที่นี่จนกว่าตะวันจะลาลับขอบฟ้า”
“อลูเซีย”เจ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงระเหี่ยใจกับข้อเสนอของหญิงอันเป็นที่รักยิ่ง
“เราจะมาอลูเซียได้โปรดรอเรานะเราจะทิ้งทุกอย่างเพื่อเจ้าอลูเซีย”ทั้งสองอำลาจากและจะมาพบกันอีกครั้งในเช้ารุ้งขึ้นเพื่ออยู่ด้วยกันตลอดไป
อลูเซียรอแล้วรอเล่าเจ้าชายก็ยังไม่มาตามสัญญาท้องเริ่มท่อแสงสีทองเพื่อเป็นสัญญาณที่จะหมดไปของอีกวันแสงสีทองค่อยๆหายไปแทนที่ด้วยสีครามค่อยคืบคลานเข้ามา
หยดน้ำใสๆไหลอาบแก้มนวลทั้งสองข้างนัยน์ตาพร่ามัวตอนนี้ทุกอย่าง
มืดไปหมดอลูเซียนั่งมองลำธารเบื้องหน้าในใจของเธอเต็มไปด้วยความมืด
ในจิตใจแววตาของอลูเซียเปลี่ยนไปจากที่เคยอ่อนหวานเป็นประกายราวอัญ
มณีตอนนี้กลับแดงฉานไปด้วยความโกรธแค้นเขาหลอกเธอ
คำรักที่เขาเคยบอกเธอมันคือคำโกหกทุกอย่างเจ้าชายคนสำคัญเลือกบัลลังก์
และประชาชนของเขามากกว่าและทิ้งหญิงสาวที่เขาเคยบอกรักทิ้งคนที่เคยให้
คำหมั้นเสียงนกน้อยสีทองที่เจ้าชายเคยให้เธอแหวนหมั้นบัดนี้กลับเป็นเพียง
สิ่งเดียวที่เธอเหลืออยู่นกน้อยขับกล่อมบทเพลงที่สุดแสนจะไพเราะมันเป็น
เหมือนบทเพลงสำหรับการอำลาครั้งสุดท้ายของความรักที่ไม่มีวันเป็นไปได้
เวลาแห่งการเสียใจได้ผ่านพ้นไปอลูเซียกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งแม้เธอจะยัง
ไม่ลืมรักครั้งเก่าแต่อลูเซียเริ่มที่จะมองหารักครั้งใหม่ตอนนี้เธอและพ่อได้ออก
จากป่าเข้าสู่เมืองอลูเซียช่วยพ่อขายดอกไม้ที่เธอปลุกเองในทุกเช้าเองอย่าง
มีความสุขหน้าร้านมีนกน้อยสีทองคอยขับกล่อมบทเพลงให้กับผู้คนที่ผ่าน
ไปมาเสียงของนกน้อยดังเข้าไปถึงในรถม้าจนทำให้คนในรถม้าเปิดผ้าม่าน
ออกมาดูแต่ภาพที่เห็นกลับเป็นหญิงสาวที่อยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนร้องเพลงอย่าง
มีความสุขใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสตรึงตาตรึงใจยิ่งนัก
“อลูเซีย”เสียงของชายวัยห้าสิบเรียกลูกสาว
“ค่ะพ่อ”ภาพของลูกสาวที่ยิ้มอย่างมีความสุขกลับมาอีกครั้งทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกเบาใจยิ่งขึ้นเพราะก่อนนี้อลูเซียแทบไม่ยอมกินข้าวหรือปริปากพูดคุยกับใครเลย
“เราขอซื้อดอกลิลลี่ได้ไหม”ยังไม่ทันที่สองพ่อลูกจะได้คุยกันก็มีชายแปลกหน้าเข้ามาขอซื้อดอกไม้เสียก่อนพออลูเซียหันหน้ากลับไปสบคนตรงหน้าเธอถึงกลับตกใจ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้พบกับชายรูปงามแต่ทำไมในใจกลับเต้นไม่เป็นจังหวะไม่เหมือนรักครั้งแรกเลยมันเต้นแรงกว่าปกติหลายเท่านักคนตรงแย้มรอยยิ้มบางก่อนจะเอ่ยถามราคาดอกไม้ต่อ
“เท่าไร”น้ำเสียงที่นุ่มชวนฟังยิ่งนัก เขาไม่ใช่แค่ดูดีแต่ยังยิ้มได้สง่างามยิ่ง
พลันความคิดก็ทำให้ในใจเต้นโครมครามแทบจะทะลุออกมาข้างนอกและยิ่งเมื่อดวงงามของคนแปลกโน้มเข้ามาใกล้หัวใจกลับเต้นแรงหนักขึ้นจนต้องรีบเอามือมากุมที่หัวใจ
“ยี่สิบเอโร”ว่าจบคนแปลกหน้าหยิบเงินจำนวนยี่สิบเอโรส่งให้
ความรักเริ่มก่อตัวอีกรักยิ่งเบ่งบานก็ยิ่งน่ากลัว ความรักสำหรับสายเลือดต้องสาปคงจะไม่น่าภิรมย์นัก
ท่ามกลางความรักที่งดงามของหนุ่มสาวกลับมีความมืดค่อยๆย่างกายเข้ามาช้าๆเพราะความรักของทั้งสองไม่อาจรอดพ้นสายตาพระราชาเอเวลล์ไปได้
“อลูเซีย
…
”เสียงตะโกนลั่นเมื่อหญิงสาวอันเป็นที่รักกำลังจะถูกประหาร
“ท่านพี่ความรักของเราข้าขอให้มันตายไปพร้อมกับเราสองคนตลอดกาลข้ารักท่าน”อลูเซียว่าพรางน้ำตาอาบนวลแก้มทั้งสองข้าง
“ข้ารักเจ้าอลูเซียข้ายินดีหากได้ตายไปพร้อมเจ้า”น้ำเสียงหนักแน่นย้ำความรักของเธอและเขาเมื่อทั้งสองตัดสินใจตายพร้อมกัน
“ประหารพวกมันซะ”น้ำเสียงประกาศชัดจากพระราชาที่นั่งดูการประหารอยู่บนบัลลังก์
บัดนี้นัยน์ตาของทั้งสองเบือนมาสบกันนิ่งและน้ำเสียงจากหญิงสาวผู้ที่เคยเป็นดังที่รักได้เอือนเอ่ยต่อหน้าพระราชาผู้เคยเป็นดังที่รักอีกครั้ง
“เอเวลล์ข้าขอสาปแช่งเจ้าขอให้เจ้าไม่มีวันได้เจอรักแท้ขอให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานกับความกระหายเลือดยามใดที่จันทราเป็นสีเลือดท้องนภาต้องสายฟ้าสีทองขอให้เจ้าและลูกหลานของเจ้าทุกคนเปลี่ยนไปราวกับปีศาจร้ายที่หิวกระหายเลือดขอสาปดินแดนนี้เมืองนี้ที่พรากคนที่เรารักไปจากเรายามเมื่อฝนแรกของฤดูจงกลายเป็นฝนเลือดยามเมื่อแดดแรกของฤดูจงเป็นราวดังเปลวไฟยามเมื่อฤดูหนาวเราขอสาปให้หิมะแรกของฤดูกลายเป็นสีดำที่พร้อมจะทำลายทุกคนให้ย่อยยับจำเราไว้ให้ดีเอเวลล์หากไร้ซึ่งจุมพิตแรกของเจ้าหญิงผู้เป็นทายาทของสายเลือดต้องสาปดินแดนนี้ต้องพินาศตลอดกาล”สินสุดเสียงสาปแช่งดาบของมือสังหารก็ปักลงกลางหัวใจของอลูเซียแม้ยามสิ้นลมดวงตาของเธอที่จ้องมองเขานัยน์ตาที่เขาเคยบอกว่างดงามราวอัญมณีบัดนี้กลับเป็นแววตาที่น่ากลัวแววตาที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งแววตาที่พร้อมแผดเผาทุกอย่างให้สิ้นอลูเซียยังคงไม่ยอมปิดเปลือกลงกลับจ้องมองนัยน์ตาของคนเบื้องหน้านิ่ง
แม้ในยามสิ้นลมอลูเซียช่างงดงามยิ่งนัก
บทที่
1
วันแรก
ฝากด้วยนะฮับ


