บทนำ
“
สัตว์เทพในตำนานงั้นหรอ? มนุษย์วิวัฒนาการมาจากไพรเมตงั้นหรอ? มนุษย์ต่างดาวงั้นหรอ?...
Not Cool”
นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งนั่งค้อมตัวพึมพำอยู่บนเก้าอี้กลางห้องอันมืดทึบ สีหน้าเขาดูคล้ายกับคนที่เพิ่งจะได้รับโทรศัพท์มาแจ้งว่าบริษัทล้มสลายไปหมาดๆ
“
ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดมาจากน้ำมือมนุษย์ทั้งนั้นไม่ใช่รึไง
”
เขาเอี้ยวหน้ามองหลอดทดลองขนาดใหญ่รูปทรงไข่ที่รายล้อมรอบกาย สิ่งที่อยู่ภายในนั้นคือของเหลวสีเขียวและเด็กผู้ชายที่หน้าตาเหมือนกันทุกคน
ตอนนี้คือยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำเกินกว่าที่มนุษย์เคยจินตนาการไว้ และเพราะความเจริญที่มากเกินไปนั้นก็ทำให้ทรัพยากรของโลกเหือดแห้งลงอย่างน่ากลัว โลกเริ่มหันมาทำร้ายผู้คนด้วยสิ่งที่เรียกว่า
‘
ภัยพิบัติ
’
ฉะนั้นแล้วคนกลุ่มหนึ่งจึงเลือกที่จะหนีออกไปจากโลกใบนี้
นักวิทยาศาสตร์คนนั้นลุกจากเก้าอี้จนชายเสื้อกาวน์สะพัด
“
แกเก่งมาก
อังลี มายู
สมแล้วที่เป็นคู่แข่งหนึ่งเดียวที่อยู่ในสายตาฉัน
”
เขาพึมพำชื่อของนักวิทยาศาสตร์อีกคนที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่บนโลกใบเดียวกันอีกต่อไป ก่อนจะค่อยๆ เดินไปหน้าหลอดทดลองมนุษย์แล้วยกมือขึ้นมาสัมผัสมัน
“
แกทำให้การส่งมนุษย์ข้ามผ่านเวลาของฉันล้มเหลว ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นทำให้
‘
เจ้าเด็กคนนั้น
’
พุ่งไปยังอนาคตอันแสนไกลแทนที่จะกลับไปฆ่าแกในอดีต
”
มือของเขาค่อยๆ เคลื่อนลงมา แววตาคู่นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความอัดอั้นและโกรธแค้น
“
และตอนนี้ฉันไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะสร้าง
‘
เด็กคนนั้น
’
ขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง
”
เขาตวัดมือกลางอากาศเรียกฟังก์ชั่นการทำงานของคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเป็นหน้าจอ 8 เหลี่ยม จากนั้นก็เริ่มค้นหาผลงานที่ผ่านมาของชายที่ชื่อว่าอังลี มายู
ภาพที่แสดงให้เห็นผ่านหน้าจอดิจิตอลเริ่มตั้งแต่ตอนที่อังลียังเป็นเด็ก ผลงานชิ้นแรกของนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะคนนั้นคือ
‘
การผสมสัตว์ข้ามสายพันธุ์
’
ที่สุดโต่งขนาดสามารถสร้างสัตว์ในตำนานขึ้นมาได้ด้วยการผสมระหว่างม้ากับนกอินทรีย์ กลายเป็นสิ่งที่ใครต่อใครเรียกขานว่า
‘
เพกาซัส
’
แต่เท่านั้นยังไม่พอ อังลีได้ยกระดับการทดลองขึ้นไปเรื่อยๆ และได้รับรางวัลอีกมากมาย แต่สุดท้ายก็มีโปรเจคหนึ่งที่โลกยังไม่ทันได้รับรู้ก็คือโปรเจค
‘
เซลล์อมตะ
’
ซึ่งเป็นโปรเจคคู่ขนานกับโปรเจค
‘
ไทม์แมชชีน
’
ของเขา
ทว่าตอนนี้ความตั้งใจของเขากลับถูกอังลีขัดขวางเอาไว้และทำลายมันลงแบบไม่เป็นท่า
ปึง
!
นักวิทยาศาสตร์คนนั้นทุบหลอดทดลองด้วยแรงแค้นที่คับแน่นอยู่ในอก
“
ทั้งที่โปรเจคของฉันต้องล้มเหลวแบบทุเรศทุรัง แกกลับบินอยู่กลางอวกาศสบายใจเฉิบและกลืนกินทรัพยากรจากดาวดวงอื่นอย่างตระกละตระกลาม
”
จากนั้นรอยยิ้มบ้าบิ่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“
แต่แกอย่างหวังว่าจะได้กลับมายังโลกใบนี้อีกเป็นครั้งที่สอง ไม่ว่าจะในฐานะใด โลกใบนี้จะไม่รอต้อนรับแกอีกต่อไป
”
เขาค่อยๆ เดินไปตรงผนังห้องและทำการแสกนลายนิ้วมือ เมื่อประตูเปิดออกก็ได้เห็นว่าห้องอีกห้องหนึ่งนั้นก็เป็นห้องมืดทึบอึมครึมไม่ต่างกัน รองเท้าหนังเก่าๆ ก้าวเหยียบเข้าไปบนแผ่นเหล็กเย็นชืด รอบห้องยังคงเป็นหลอดทดลองรูปทรงไข่ที่มีของเหลวใส่บรรจุอยู่ ต่างไปเพียงแค่เด็กที่อยู่ในนั้นมีความหลากหลายทางพันธุกรรมมากกว่า มีทั้งชายทั้งหญิง ทั้งผิวขาวผิวสี ทั้งผมดำผมทอง
นักวิทยาศาสตร์คนนั้นหยุดยืนข้างโต๊ะวิจัยที่ตั้งโดดอยู่กลางห้อง ก่อนจะขยับมือเรียกหน้าจอ 8 เหลี่ยมขึ้นมาอีกครั้ง
“
ฮึๆๆๆ
”
เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นอย่างชั่วร้ายขณะที่มือของเขากำลังกดแป้นคำสั่งบนอากาศไม่หยุด
นักวิทยาศาสตร์ผู้นั้นยืนยันคำสั่งเรียกใช้ จากนั้นหลอดทดลองรูปไข่ก็เปิดอ้าออกทั้งหมด 8 ใบ เด็กที่ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางของเหลวค่อยๆ ลดระดับลงมายืนด้วยขาตัวเอง ก่อนจะลืมตาที่ดูไร้อารมณ์และเดินตรงเข้ามาหาเขาราวกับหุ่นยนต์
เด็กทั้ง 8 คนแบ่งเป็นหญิงครึ่งชายครึ่งพอดิบพอดี ชายคนนั้นกวาดตามองลักษณะหน้าตาที่แตกต่างกันไปของผู้ถูกรับเลือก
“
ใช้ได้...
”
เขาพยักหน้ากับตัวเองก่อนจะเดินไปอุ้มหนังสือปกหนาบนโต๊ะมาไว้ในอ้อมแขนทั้งหมด 4 เล่ม จากนั้นก็กลับไปหาเด็กๆ 4 คู่ที่ยังคงยืนนิ่ง
“
ฟังให้ดีผู้ถูกเลือกทั้งหลาย นับจากวันนี้โลกที่แกจะได้มีชีวีตอยู่ต่อไปคือโลกอันแร้นแค้นและเน่าเฟะ ศาสตร์ความรู้ต่างๆ ที่เคยมีมาจนถึงตอนนี้จะถูกทำลายจนหมดสิ้นเพื่อสังเวยให้แก่การฟื้นฟูธรรมชาติ มนุษย์จะค่อยๆ วิวัฒนาการถดถอยจนกลายเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลก แม้ว่าจะฟังดู
Bad
แต่พวกแกเองก็มีหน้าที่ที่จะต้องดำรงอยู่และสืบพันธุ์ต่อไป โดยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จงจำให้ขึ้นใจ ในนามของ
‘
ผู้กอบกู้ทั้ง 4
’
พวกแกจะต้องส่งต่อศาสตร์สำคัญเหล่านี้ไว้สืบไปตราบจนกว่าผู้ทรยศดวงดาว—
No
... ตราบจนกว่า
‘
มลทินแห่งโฮโมซาเปียน
’
จะกลับมา
”
เขายื่นหนังสือแต่ละเล่มไปให้เด็กแต่ละคู่ โดยเริ่มจากคู่ที่หนึ่ง
“
ศาสตร์ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้คือความรู้แห่งเทคโนโลยีที่จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ล้ำสมัยขึ้นมาได้ เป็นฟันเฟืองตัวใหญ่ที่ทำให้พลังอำนาจอยู่ในมือมนุษย์มากเกินไป และเป็นศาสตร์ที่จะนำความหายนะมาหาผู้ครอบครองมันได้มากที่สุด— นับแต่บัดนี้ พวกแกคือต้นตระกูลของ
ผู้รังสรรค์ความวินาศ
”
คู่ที่สอง
“
อีกหนึ่งศาสตร์ที่อันตรายแต่ซ่อนงำ ศาสตร์พิชัยสงครามที่จะทำให้ผู้ครอบครองได้รับรู้ถึงธรรมชาติของโลกและจิตใจมนุษย์ ดินฟ้าอากาศจะเป็นของเล่นของพวกแก ความคิดอ่านของผู้คนจะกลายเป็นเรื่องน่าขบขัน แต่ฉันค่อนข้างวางใจ ว่าพวกแกจะสามารถเอาตัวรอดไปได้แม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามแต่—
ผู้ลิขิตดวงดารา
”
คู่ที่สาม
“
ศาสตร์ของเจ้ามีอำนาจเหนือสิ่งใดหากได้อยู่ในสถานการณ์ที่เหมาะสม สิ่งที่บันทึกเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้คือศิลปะการต่อสู้ทุกรูปแบบ จุดแข็งและจุดอ่อนของอาวุธทุกชนิดที่โลกนี้เคยมีมา พวกแกแข็งแกร่งเหนือผู้ใดหากใช้อาวุธประหัตประหารที่เท่าเทียมกัน—
ผู้สยบทุกศาสตรา
”
คู่สุดท้าย
“
สิ่งที่ฉันจะมอบให้อาจทำให้แกผิดหวัง ศาสตร์ที่พวกแกจะได้รับมันอาจจะดูอ่อนด้อยแต่จงอย่าได้มองข้าม ไม่ว่ากาลเวลาจะดำเนินผ่านไปเท่าไรสิ่งที่ตกค้างจากยุคสมัยต่างๆ จะยังคงหลงเหลืออยู่ ในเวลานั้นสิ่งที่จำเป็นคือการรับรู้ถึงตนตัวของมัน และศาสตร์แห่งภาษานี้จะทำให้พวกแกถือสิทธิ์การรับรู้เหนือผู้ใด—
ผู้เชื่อมต่อกาลเวลา
”
เมื่อเขามอบหนังสือให้กับต้นตระกูล
‘
ผู้กอบกู้
’
เสร็จเรียบร้อยก็ยืดตัวขึ้นมายืน
“
ฮึ ฮึๆๆ ฮ่ะๆๆ
!”
เสียงหัวเราะบ้าคลั่งค่อยๆ ปะทุขึ้นมา ก่อนที่ชายคนนั้นจะกวาดตามองเด็กน้อยชายหญิงทั้ง 4 คู่นั้นอีกครั้ง
“
ต่อจากนี้ไม่รู้ว่านานแค่ไหน พวกแกอาจจะผลัดพรากหรือหลงลืมตัวตนของคนอื่นๆ ไป แต่ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่นิทานของ
‘
มลทินแห่งโฮโมซาเปียน
’
ยังคงเล่าขานปากต่อปาก มันจะชักนำให้พวกแกกลับมาเจอกันอีกครั้ง และในวันนั้น... อังลี มายู... แกจะต้องเสียใจหากคิดจะกลับมายังโลกใบนี้
”
ภาพที่ถูกบันทึกไว้ทั้งหมดดับวูบลง บรรยากาศรอบข้างถูกเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจุบัน
วัตถุทรงลูกบาศก์สีดำ
ล่องลอยอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ ยามค่ำคืนที่ผืนฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาว ธรรมชาติได้หวนคืนกลับมายังโลกใบนี้อีกครั้งหนึ่ง...
ในขณะที่ยุคสมัยไหลเวียนผ่านไป เรื่องราวเหล่านั้นยังคงอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกใบนี้ เพื่อรอคอยให้ใครสักคนได้รับรู้ถึงมัน
