พระเจ้ากำมะลอ
(หมายเหตุ - เคยลงในหนังสือขายหัวเราะ ราวปี2538)
โดย อรรถกมล
มันเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่งในศตวรรษนี้เลยทีเดียวหากผลงานของเขาถูกประกาศออกไป
แต่ดอกเตอร์วิชัยไม่พอใจชื่อเสียงเพียงเท่านี้
เขาไม่เพียงต้องการมีชื่อเป็นอมตะในวงการวิทยาศาสตร์และชีววิทยาทัดเทียมหรือเหนือกว่าชาร์ล ดาวินเท่านั้น
แต่เขายังต้องการเป็นพระเจ้าอีกด้วย
.....พระเจ้าของชาวเทอไมท์
!
ดร.วิชัยพบพวกมันด้วยความบังเอิญ
พวกมันเป็นปลวกที่มีการจัดระเบียบทางสังคมที่แปลกแยกแตกต่างจากปรกติ
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ
เขาพบว่าพวกมันทีพัฒนาการทางสังคมและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
นั่นแสดงว่าพวกมันมีวัฒนธรรม
มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่จะบอกใครต่อใครในวงการวิทยาศาสตร์ว่า พวกสัตว์ชั้นต่ำตัวเล็กๆที่ไม่มีกระดูกสันหลังและไม่ใช่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างพวกปลวกเหล่านี้จะมีวัฒนธรรม มีการเรียนรู้ และสืบทอดความรู้เหล่านั้นไปยังรุ่นต่อๆไปได้ ไม่ใช่โดยดีเอ็นเอหรือสัญชาติญาณของเผ่าพันธุ์...แต่โดยทางภาษา
!
หลังจากค้นพบดร.วิชัยตั้งชื่อเรียกพวกมันว่า
เทอไมท์
เขาพร้อมด้วยลูกศิษย์เรียนปริญญาโทและเอกผู้ใกล้ชิดจำนวนหนึ่งได้จัดเตรียมโครงการวิจัยขั้นต่อไปด้วยความรอบคอบและเป็นความลับโดยทุนส่วนตัว
พื้นที่รกร้างหลายสิบไร่ถูกสร้างครอบด้วยโดมกระจกใสขนาดใหญ่
ใต้พื้นดินถูกผนึกหนาด้วยคอนกรีต
หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มสร้างระบบนิเวศจำลองขนาดจิ๋วขึ้นในครอบแก้วนั้นให้คล้ายคลึงกับสภาพธรรมชาติในโลก
ภูเขาและแม่น้ำขนาดเล็ก ป่าไม้และทุ่งหญ้า มหาสมุทรและทะเลทราย หรือแม้แต่สายแร่ใต้ผิวดิน ทุกอย่างถูกคัดเลือกและย่อขนาดให้เหมาะสมสำหรับการดำรงชีพของพวกเทอไมท์โดยเฉพาะ
พวกมันมีฟังไจและเชื้อราเชื้อเห็ดบางชนิดเพื่อใช้เป็นอาหาร ทำกสิกรรม และมีพวกมด ตัวเบียนและแมลงปอเป็นศัตรูตามธรรมชาติ เพื่อสร้างความไม่ปลอดภัยในชีวิตให้กับสังคมของพวกเทอไมท์ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในการย้ายถิ่นฐาน และกระตุ้นเร้าให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้น
“ดอกเตอร์คะ มันจะไม่ดีกว่าเหรอคะถ้าเราจะกำหนดให้พวกเทอไมท์มีสังคมที่ปลอดภัย ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ เพื่อว่าพวกมันจะได้มีเวลาพัฒนาสังคมและเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นขึ้นไงคะ” ดาเรศ นักศึกษาปริญญาเอกคนหนึ่งของเขาซึ่งเป็นผู้ช่วยงานที่ขยันขันแข็งถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“เมื่อสามล้านปีที่แล้ว มนุษย์ยุคหินบรรพบุรุษของพวกเราเริ่มลงจากต้นไม้มาเดินหากินตามพื้นดินกระจัดกระจายไปทั่วทวีปนะคุณดาเรศ
พวกเขาไม่รวมกันเป็นสังคมใหญ่ทำให้อ่อนแอจนเกือบจะสูญพันธุ์ทีเดียว แต่เพราะเสือเขี้ยวดาบและสัตว์ล่าเนื้อในยุคเดียวกันได้ขับไล่พวกมนุษย์ยุคหินให้จำต้องหลบไปอาศัยอยู่ในถ้ำ
พวกเขาจึงรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด ล่าสัตว์เป็นกลุ่ม คิดภาษาเพื่อการสื่อสาร คิดสร้างอาวุธเพื่อต่อสู้และล่าสัตว์ให้ได้มากขึ้นเพื่อให้พอเลี้ยงดูกับขนาดของเผ่าที่ขยายใหญ่โตอย่างรวดเร็ว แล้วก็เริ่มรู้จักใช้ไฟ
เทคโนโลยีจึงเริ่มต้นขึ้น
ซึ่งถ้าไม่มีศัตรูอย่างเสือเขี้ยวดาบ
มนุษย์สมัยนี้อาจจะยังคงเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆไม่เกินห้าคนสิบคน เร่ร่อนเดินหาผลไม้ป่าและรากไม้ประทังชีพและอาศัยนอนตามทุ่งหญ้าหรือต้นไม้ตลอดไปก็ได้
จริงมั้ยคุณดาเรศ”ดร.วิชัยอธิบายเหตุผลกับลูกศิษย์ของเขา
นักศึกษาสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจในเหตุผลของอาจารย์ที่ปรึกษาของเธออย่างเต็มไปด้วยศรัทธาอันแรงกล้าจนบดบังสำนึกในมุมกลับไปเสียสิ้น
สังคมที่ต้องดิ้นรนจากความโหดเหี้ยมดุร้ายเพื่อความอยู่รอดนั้น แม้จะประสบความสำเร็จเพียงใด
อารยธรรมนั้นก็แฝงไว้ด้วยความพิกลพิการของความก้าวร้าวและความเห็นแก่ตัวเป็นเงามืดที่ไม่อาจลบเลือนไปชั่วกาลนาน...
พวกเทอไมท์จำนวนหนึ่งที่ถูกคัดเลือกอย่างดีแล้วถูกนำมาปล่อยในครอบแก้วโลกจำลองตามแผนงาน
ในไม่ช้าบรรดาอาดัมกับอีฟรุ่นแรกของพวกเทอไมท์ก็สามารถสร้างจอมปลอกขึ้นได้
และขยายเผ่าพันธุ์กระจัดกระจายออกไปทั่วบริเวณแคบๆริมแม่น้ำเทียมอย่างรวดเร็ว
จอมปลวกเล็กๆผุดขึ้นเป็นโคโลนีเมืองบริวารล้อมรอบจมอปลวกเมืองแม่ขยายขนาดมากขึ้นทุกที
พวกเทอไมท์ได้เริ่มปฏิวัติเกษตรกรรมแผนใหม่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
พวกมันเพาะเลี้ยงฟังไจ เชื้อรา เชื้อเห็ดได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ผลผลิตสูง
พวกมันเลี้ยงเพลี้ยน้ำหวานซึ่งเป็นเสมือนแม่วัวนมของปลวกได้ดีกว่าปลวกสายพันธุ์ปรกติมาก เพราะพวกเทอไมท์รู้จักการคัดเลือกสายพันธุ์
พวกมันรู้จักใช้ไฟและเปลี่ยนเทคโนโลยีเข้าสู่ยุคโลหะสัมฤทธิ์อย่างรวดเร็วจนดร.วิชัยและชาวคณะพากันประหลาดใจไปตามๆกัน
หลังจากนั้น พวกมด ตัวเบียนและแมลงปอที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วก็เริ่มทำให้การติดต่อระหว่างเมืองบริวารและเมืองแม่มีปัญหา
การขาดการติดต่อกันไปเป็นระยะเวลานานๆทำให้เมืองบริวารหลายเมืองแยกตัวเป็นอิสระและหาทางป้องกันตัวเองจากเหล่ากองทัพมดผู้กระหายเลือด
บ้างก็พ่ายแพ้ถูกทำลายลงกลายเป็นอาหารโต๊ะจีนมื้อใหญ่ให้กับพวกแมลงกินเนื้อเหล่านั้น
แต่ก็มีบางเมืองที่ได้รับชัยชนะและขยับขยายกลายเป็นอาณาจักรได้สำเร็จ
“อาจารย์ครับ ผมคิดว่าอาณาจักรที่เอาชนะพวกกองทัพมดได้น่ะ เพราะใช้อาวุธที่ทำจากเหล็กนะครับ” สุธี
นักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่งแจ้งข่าวกับเขาอย่างตื่นเต้นกับการค้นพบ
พวกเทอไมท์มีช่วงชีวิตที่สั้น แต่ดูเหมือนว่าการเรียนรู้ของพวกมันก็เป็นสเกลเดียวกับอายุของพวกมันด้วยเช่นกัน
คล้ายกับการดูหนังเพิ่มสปีด
พวกเทอไมท์เติบโต เรียนหนังสือมีครอบครัวและจบชีวิตลงในเวลาไม่กี่วันตามเวลาของมนุษย์
แต่เวลาไม่กี่วันนั้นคือเวลาหลายสิบปีในความรู้สึกของพวกเทอไมท์
เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงดูเหมือนกับว่าคณะวิจัยของดร.วิชัยกำลังดูหนังเร่งสปีดของวิวัฒนาการสังคมมนุษย์ที่ยาวนานหลายพันปีโดยพวกเทอไมท์แสดงให้ดูนั่นเอง
“นั่นแสดงว่าพวกมันเปลี่ยนจากยุคโลหะสัมฤทธิ์มาเป็นยุคเหล็กแล้วสินะ
ผมคิดว่าตอนนี้พวกมันคงมีอักษรหนังสือใช้กันแล้วด้วย
ดังนั้นตั้งแต่นี้พวกเราจะต้องแบ่งงานกันตรวจสอบดูแลพวกเทอไมท์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น
แต่ก็ต้องพยายามไม่ให้พวกมันรู้ตัวว่าเราคอยเฝ้ามองมันอยู่
เข้าใจมั้ยทุกคน”ดร.วิชัยสั่งงานกับทุกคนในที่ประชุม
หลังจากนั้นคณะวิจัยก็แบ่งพื้นที่ส่วนต่างๆภายในโลกจำลองออกเป็นทวีปและตั้งชื่อเลียนแบบทวีปต่างๆในโลก
รวมทั้งเรียกพวกเทอไมท์เผ่าพันธุ์ต่างๆตามชื่อของชนเผ่าคนในยุคโบราณด้วยเช่นกันตามลักษณะและพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกัน
เช่น พวกฮิตไทต์คือพวกที่ค้นพบวิธีถลุงเหล็กเป็นพวกแรก
พวกบาลิโลนที่สร้างหอสูง
พวกฟินิเชียนที่เริ่มล่องเรือค้าขายเป็นพวกแรก
พวกมิลักขะ พวกอารยัน
หรือพวกเผ่ามายา
และถึงแม้พวกคณะวิจัยจะพยายามซ่อนเร้นการเฝ้าสังเกตการณ์อารยธรรมของพวกเทอไมท์เพียงใดก็ตาม
แต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีสำเหนียกรับรู้อย่างรางเลือนถึงความมีอยู่ของพวกเขาได้
เหตุนี้เองทำให้เกิดลัทธิบูชาเทพเจ้าและภูตผีขึ้นในอารยธรรมของพวกมัน ที่แตกต่างกันไปตามเผ่าพันธุ์และผู้ดูแลมันซึ่งบางครั้งได้แสดงปาฏิหาริย์ช่วยพวกมันจากฝูงมดและแมลงปอ อันเกิดจากความรักความลำเอียงของนักศึกษาผู้ดูแลโซนต่างๆได้แอบทำเรื่องนอกเหนือคำสั่งนั่นเอง
ตัวของดร.วิชัยเองก็ได้เลือกพวกเผ่าเทอไมท์ที่ถูกใจไว้เผ่าหนึ่งเหมือนกัน
พวกมันมีจำนวนน้อยแต่เฉลียวฉลาดและกล้าหาญ
เขาตัดสินใจช่วยเหลือพวกมันจากจากการกดขี่ของอีกเผ่าหนึ่งซึ่งใหญ่และเข้มแข็งกว่าด้วยแรงบันดาลใจชั่ววูบ
แต่เมื่อรู้สึกตัวดร.วิชัยก็ต้องแอบหัวเราะให้กับการกระทำอันโง่เขลาของตน
แล้วก็พาลตั้งชื่อเผ่านั้นว่าเทอไมท์ยิว
และเรียกหัวหน้าเผ่าของมันว่าโมเสส
และแน่นอนที่พวกเผ่าที่ข่มเหงนั้นจึงถูกตั้งชื่อโดยปริยายว่าเทอไมท์อียิปต์อันมีรามเสสที่
2
เป็นหัวหน้าเผ่า
ตอนนี้เขาก็เลยกลายเป็นพระเจ้าไปแล้ว
ไม่นานศาสนาต่างๆก็ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับที่ความเป็นประเทศถูกแบ่งแยกชัดเจนขึ้น และมันนามซึ่งปัญหาใหญ่
นั่นคือสงครามที่เกิดจากปัญหาเชื้อชาติและศาสนาที่ดูเหมือนจะรุนแรงและยืดเยื้อกว่าแต่ก่อนมาก
และสงครามที่ดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากบรรดานักศึกษาปริญญาโทและเอกมากที่สุดก็คือ
สงครามที่พวกเทอไมท์ของดาเรศบุกเข้าล้อมเมืองของเทอไมท์ที่สุธีดูแลอยู่
ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ดร.วิชัยเข้ารักษาโรคหัวใจในโรงพยาบาล
ทำให้บรรดาเทพเจ้าตัวปลอมทั้งหลายได้ใจ
แอบช่วยพวกเทอไมท์ฝ่ายของตนในการรบอย่างสนุกสนาน
เมื่อดร.วิชัยทราบเรื่อง
ในครั้งแรกเขารู้สึกโกรธทันที
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังแอบส่งทูตสวรรค์ไปช่วยเหลือพวกเทอไมท์ยิวอยู่บ่อยๆเหมือนกัน
จึงจำต้องเปลี่ยนเรื่องแก้ขวยกับลูกศิษย์ด้วยคำพูดติดตลกแทน
“ดีเหมือนกันนะทำยังกับมหากาพย์อีเลียดแน่ะ
พวกกรีกล้อมเมืองทรอยเพื่อจะแย่งชิงสาวงามเฮเลนคืนมา โดยมีพวกเทพทั้งหลายคอยแอบช่วยทั้งสองฝ่าย
แบบนี้เธอคงเป็นเทวีอาเธน่าสินะดาเรศ
แล้วเธอก็คงเป็นเทพอพอลโลรูปงามใช่มั้ยสุธี”
เสียงหัวเราะอย่างคลายใจดังขึ้นจากบรรดาลูกศิษย์ของเขาที่รู้สึกสำนึกผิดในสิ่งที่ได้กระทำ
บางคนก็พูดเสริมเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นว่า
“ดาเรศน่ะเหรอครับ
ผมว่าเหมือนเมดูซ่ามากกว่านะครับอาจารย์”
“นั่นสิ
แต่ผมสงสัยจังเลยว่าเฮเลนแห่งทรอยของพวกปลวกนี่จะสวยขนาดไหนกันนะ
แล้วตอนที่เธอกำลังแทะไม้จะดูน่ารักน่าลุ่มหลงแค่ไหนกัน”
“เออ
!
จริงด้วย
พวกผมดูแลเมืองจีนอยู่ก็ไม่รู้ว่าพวกปลวกผิวเหลืองพวกนี้จะมีโฉมสะคราญล่มเมืองอย่าง ไซซี ง้อกี หวังเจาจินหรือว่าหยังกุ้ยเฟยบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้”
แล้วคณะวิจัยต่างก็หัวเราะหยอกล้อกันอย่างครื้นเครง
ลืมเลือนความผิดที่พวกเขาได้กระทำต่อชาวเทอไมท์สัตว์โลกผู้ต่ำต้อยไปเสียสิ้น
พวกเทอไมท์ที่ถูกปั่นหัวจากเทพเจ้าแต่ละองค์ที่พวกมันเทิดทูนให้เข่นฆ่ากันเองอย่างไร้ค่า
โดยที่พวกเทพเจ้าทั้งหลายเพียงนึกอยู่ตลอดเวลาว่าพวกมันเป็นเพียงปลวกชินหนึ่งเท่านั้น
หลังจากเหตุการณ์สงครามกรุงทรอยแล้ว
บรรดาเทพเจ้าทั้งหลายก็เริ่มระมัดระวังที่จะกระทำการแทรกแซงใดๆต่อพวกเทอไมท์มากขึ้น
ดังนั้นเองประวัติศาสตร์ในช่วงหลังๆมานี้ของพวกเทอไมท์จึงเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
ตำนานของเทพเจ้าจึงคงมีเหลืออยู่แต่ในหนังสือตำนานเทพปกรณัมหรือหนังสือเกี่ยวกับตำนานทางศาสนาโบราณเท่านั้น
มันทำให้การเมืองและสังคมของชาวเทอไมท์เข้าสู่สมดุล
แต่พอนานวันเข้าสังคมที่ไร้พลวัตเหมือนน้ำนิ่งจนเน่าก็ก่อให้เกิดรากเหง้าของความคิดแบบอนุรักษ์นิยมสุดขั้วขึ้นในแทบทุกอาณาจักร
“ทุกคนดูสิ
สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมของพวกเทอไมท์มันช่างเหมือนกับสังคมมนุษย์จริงๆ
ความคิดแบบอนุรักษ์นิยมสุดโต่งทำให้เกิดระบบวรรณะขึ้นในอินเดีย
เกิดสังคมปิดอันนำมาซึ่งความล้าหลังในญี่ปุ่นและเมืองจีน
เกิดชนชั้นผูกขาดอำนาจ ระบบราชการเหลวแหลกฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างร้ายแรง
และมันยังทำให้เกิดยุคมืดขึ้นในยุโรปในศตวรรษที่
18
แต่เมื่อสังคมตกต่ำถึงที่สุด
การปฏิวัติสังคมแบบถึงรากหญ้าก็จะเกิดขึ้นในไม่ช้า” ดร.วิชัยทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าให้ทุกคนฟัง
จริงดังคาด
การปฏิวัตินองเลือดเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหงในโลกจำลองใบจิ๋วนั้นราวกับโรคระบาด
มันนำมาซึ่งความเจ็บปวดชอกช้ำของสังคมก็จริง
แต่ก็ได้นำความหวังของวันใหม่ที่สวยงามมาด้วยเช่นกัน
“ตอนนี้พวกเทอไมท์ได้ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่อย่างเต็มตัวแล้ว
แต่การพัฒนาอย่างรวดเร็วของพวกมันจะเป็นเหมือนดาบสองคม
เหมือนกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของมนุษย์นำมาซึ่งการช่วงชิงทรัพยากรธรรมชาติและการล่าอาณานิคม
จนในที่สุดก็นำไปสู่สงครามโลก
!
......ดังนั้นถ้ามันเกิดขึ้นจริงทุกคนไม่ต้องตกใจเพราะมันเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งในวิวัฒนาการทางสังคมเท่านั้น
หลังจากนี้...ผมจะต้องเดินทางไปอเมริกาเพื่อเสนอข้อมูลและผลงานชิ้นนี้ต่อวงการวิทยาศาสตร์ของโลก
โดยที่ทุกคนจะได้รับเครดิตร่วมในการค้นพบยิ่งใหญ่ของวงการวิทยาศาสตร์ชิ้นนี้ด้วยอย่างเท่าเทียมกัน
ระหว่างที่ผมไม่อยู่ขอให้ทุกคนเฝ้าดูพวกเทอไมท์อยู่ห่างๆด้วยความระมัดระวังด้วย” ดร.วิชัยสั่งความเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกเดินทาง
เขาจำเป็นต้องรีบเผยแพร่ผลงานนี้ออกไปสู่สาธารณะโดยเร็วที่สุด
เวลาของเขาเหลือไม่มากแล้ว....เพราะหัวใจของเขามันเต้นแผ่วล้าลงทุกที
ดร.วิชัยทำนายถูกต้องอีกครั้ง
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งของพวกเทอไมท์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่เขาออกเดินทาง
มันสงบลงได้ไม่นานเถ้าถ่านที่หลงเหลืออยู่ก็คุโชนเป็นสงครามโลกครั้งที่สองในเวลาต่อมา
แต่ดร.วิชัยลืมนึกถึงความจริงบางข้อไปในการทำนายครั้งนี้
สงครามโลกทั้งสองครั้งของของมนุษย์ทำให้ทุกชาติทุ่มเททรัพยากรทุกสิ่งในมือเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้นมาเอาชนะกันในสงคราม
ในสงครามดลกครั้งที่หนึ่ง
มันทำให้เกิดการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีด้านเคมี ยานยนต์และการบิน
ในสงครามโลกครั้งที่สอง การทุ่มเทอย่างมหาศาลในโครงการจรวด
V-1
ของเยอรมันมีผลให้เกิดยุคอวกาศเพียงสิบปีต่อมา
และเงินมหาศาลที่ทุ่มลงในโครงการแมนฮัตตันที่ลอสอลาโมสของสหรัฐก็ทำให้เทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์ย่นระยะเวลาเร็วขึ้นหลายสิบปี
และสำหรับพวกเทอไมท์ก็เช่นกัน
พวกมันสามารถพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วน่าอัศจรรย์ใจ
และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ
พวกมันได้สำเหนียกแล้วว่า ชาวเทอไมท์มิได้เป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเพียงหนึ่งเดียวในที่นี้
พวกมันพบอีกว่าครอบแก้วคือสิ่งแปลกปลอมทางธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังพวกมันไว้
โดยพระเจ้า.....ผู้ทรยศพวกมัน
!
ดร.วิชัยได้รับโทรศัพท์ด่วนจากกรุงเทพฯทำให้จำต้องถอนตัวออกจากการร่วมงานสัมมนาทางวิทยาศาสตร์กลางคัน
เขาขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทยทันทีด้วยจิตใจอันร้อนรน
บนเครื่องบินที่เหินอยู่บนท้องฟ้า
ดร.วิชัยพลันนึกถึงการพูดคุยทางโทรศัพท์เมื่อไม่นานมานี้
ซึ่งเป็นสาเหตุให้เขาจำต้องรีบเดินทางกลับอย่างกะทันหัน
“ฮัลโหล
ดร.วิชัยใช่มั้ยครับ....อาจารย์ครับผมสุธีพูดนะครับ
พวกเราต้องขอโทษด้วยที่ต้องโทรศัพท์มารบกวนอาจารย์
แต่ว่าพวกเราพบปัญหาเกี่ยวกับพวกเทอไมท์เข้าแล้วละครับ” ลูกศิษย์ของเขาพูดรัวขึ้นอย่างตื่นเต้นร้อนรนผิดปรกติ
“คือว่า...พวกเราเฝ้าสังเกตการณ์แบบห่างๆอย่างที่อาจารย์ได้สั่งเอาไว้ก่อนไป
แต่เมื่อหลายวันก่อนเสรีที่คุมโซนแอฟริกาอยู่เข้ามาบอกพวกเราว่า
เขาพบพวกเทอไมท์บางตัวที่เขาคุ้นเคยและจำลักษณะของมันได้แม่นยำยังมีชีวิตอยู่....ทั้งๆที่พวกมันน่าจะแก่ตายไปตั้งสี่ห้าชั่วอายุปรกติของพวกเทอไมท์แล้วด้วยซ้ำ
ทีแรกพวกเราก็ไม่ค่อยเชื่อ
แต่หลายวันมานี่พวกเราทุกคนก็พบปรากฏการณ์อย่างเดียวกันในทุกโซนเลยละครับ
มันทำให้พวกเราคิดว่าบางทีพวกเทอไมท์อาจจะพบวิธีการยืดอายุให้ยืนนานกว่าปรกติได้
และก็อาจเป็นไปได้ว่า....พวกมันอาจจะเอาชนะความตายได้แล้ว
!
”
“ใจเย็นๆ
บางทีมันอาจจะเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ธรรมดาบวกกับความบังเอิญก็ได้ จริงมั้ย” ดร.วิชัยพยายามพูดปลอบใจลูกศิษย์ของเขา
แต่ใจกลับคิดไปตรงกันข้าม
มนุษย์อาจจะบังเอิญอายุยืนจากเจ็ดแปดสิบปีเป็นร้อยกว่าปีได้
แต่ถ้าจะอายุยืนเป็นสี่ห้าเท่าหรือสามสี่ร้อยปีได้นั้น
มันต้องไม่ใช่เรื่องความบังเอิญรักษาสุขภาพได้ดีเป็นแน่
เสียงพูดคุยโต้เถียงของพวกลูกศิษย์ทีมวิจัยดังแว่วผ่านสายโทรศัพท์เข้ามา
ในขณะที่สุธีบอกเรื่องสำคัญกับเขาอีกเรื่องหนึ่ง
“นอกจากเรื่องนี้แล้ว พวกเรายังคิดว่าพวกเทอไมท์ทั้งหมดกำลังร่วมมือกันปกปิดซ่อนเร้นการกระทำของพวกมันจากสายตาของพวกเราอยู่นะครับอาจารย์
พวกมันเปลี่ยนมาใช้คลื่นวิทยุช่วงคลื่นที่เรารับไม่ได้และใช้รหัสในการติดต่อกัน
ผมว่ามันคงรู้แล้วว่ามีพวกเราเฝ้ามองพฤติกรรมของพวกมันอยู่
นอกจากนั้น
เมื่อวานนี้พวกเทอไมท์ได้ทดลองระเบิดขนาดจิ๋วที่มีอานุภาพสูงมากจนทำให้ครอบแก้วเกิดร้าวขึ้นแล้วครับอาจารย์”
เป็นไปได้ยังไงกัน..”ดร.วิชัยอุทานอย่างตื่นตระหนก ระเบิดเคมีธรรมดาขนาดเล็กจิ๋วในสเกลของพวกปลวกเทอไมท์ไม่มีทางทำให้ครอบแก้วหนาเกิดแตกร้าวได้แน่
“ครับ เป็นไปได้ยังไง
พวกเราบางคนคิดว่ามันคือระเบิดปรมาณูขนาดจิ๋ว
แต่พวกเราทุกคนก็รู้ว่าในระบบนิเวศจำลองที่พวกเราสร้างขึ้นไม่มียูเรเนียมหรือพลูโตเนียมให้พวกเทอไมท์ใช้สร้างระเบิดปรมาณูได้แน่ๆ
นอกจากว่า...”
ใช่สิ....เขาเดาความคิดของลูกศิษย์เขาได้ทันที
นอกจากว่าพวกมันจะใช้สิ่งอื่นแทนยูเรเนียม
235
หรือพลูโตเนียม
239
ซึ่งเป็นไอโซโทปที่สามารถสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิชชั่นแบบที่ใช้กันทั่วไปในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก
นั่นคือ...พวกมันอาจจะใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชั่นแทนซึ่งเป็นแบบที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์เมื่อไฮโดรเจนสี่อะตอมหลอมรวมเป็นฮีเลียมอะตอมเดียว แล้วมีมวลสารจำนวนหนึ่งเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานตามสูตรของไอน์สไตน์ที่แพร่หลายกันทั่วไป...
E = mc2
มวลสารที่สูญหายไปเพียงหนึ่งกรัมจะกลายเป็นพลังงานถึง
25
ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงเลยทีเดียว
แต่ในปัจจุบันมนุษย์ยังไม่สามารถควบคุมปฏิกิริยาฟิวชั่นได้แบบปฏิกิริยาฟิชชั่นเลยนี่นา
ระเบิดนิวเคลียร์แบบฟิวชั่นของมนุษย์ก็ใช้ดิวทีเรียมซึ่งเป็นไอโซโทปหนึ่งของไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง
แต่ในโลกใบจิ๋วของพวกเทอไมท์นั้นไม่มีดิวทีเรียมในปริมาณมากเพียงพอที่จะทำระเบิดได้อย่างแน่นอน
นอกจาก....พวกมันจะใช้ไฮโดรเจนจากอากาศ
!
นั่นแปลว่า
ตอนนี้เทคโนโลยีของพวกเทอไมท์ได้ล้ำหน้ามนุษยชาติไปแล้วหรือ
?
“พวกคุณต้องทำลาย....ทำลายพวกเทอไมท์ให้หมดเดี๋ยวนี้
ไม่ว่าต้องใช้วิธีใดก็ตาม
จำไว้...ทำลายให้หมด...”ปลายเสียงของเขาสั่นระริกขณะที่สั่งคำสั่งที่ดูเหมือนจะโหดเหี้ยมเหลือเกินออกไป
แต่มันไม่มีทางเลือก
บัดนี้พวกเทอไมท์ได้กลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอันตรายใหญ่หลวงต่อมนุษย์ไปแล้ว
และพวกมันอาจกำลังมีแผนที่จะล้างแค้นต่อพระเจ้ากำมะลอที่ทรยศพวกมันอย่างเจ็บแสบก็ได้
เพราะพวกมันไม่ต้องการเป็นสัตว์ทดลองในครอบแก้วอีกต่อไป
ดร.วิชัยเหม่อมองไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน
มองดูท้องฟ้ายามราตรีที่มีดวงดาวระยิบระยับพลางภาวนาให้ลูกศิษย์ของเขาทำลายพวกเทอไมท์ได้สำเร็จก่อนที่พวกมันจะทันรู้ตัว
และเพราะความเครียดเคร่งนั้นเองที่ทำให้จังหวะหัวใจเขาเต้นผิดปรกติไป
ดร.วิชัยเอามือกุมหน้าอกไว้ในขณะที่ตาเหลือกค้างครวญครางขึ้นจนสจ๊วตและแอร์โฮสเตสกรูกันเข้ามาช่วยปฐมพยาบาลกันโกลาหล
และแล้วในวินาทีแห่งความเป็นตายนั้นเอง
สติปัญญาของเขาก็พลันแจ่มใสแหลมคมที่สุดในชีวิตขึ้นวูบหนึ่ง...
เขาพลันนึกทบทวนไปในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่แล้วมา เหตุการณ์ที่มีเงื่อนงำนับครั้งไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์ที่ไม่มีคำอธิบาย
แล้วเขาก็เข้าใจสาเหตุนั้น
“....พวกเรา....ทุกคน...อยู่ใน...”เสียงพูดของเขาแผ่วล้าปานกระซิบ
สายตาเบิกโพลงจ้องมองผ่านหน้าต่างไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวด้วยแววตาที่เจ็บช้ำ ผิดหวังและรู้สึกต่ำต้อยสุดประมาณ
ก่อนจะพูดประโยคสุดท้ายขึ้นว่า
“ที่นั่น...ครอบแก้ว...พระเจ้า
!
”
แล้วพระเจ้ากำมะลอ...องค์หนึ่ง
ก็สิ้นใจในนาทีนั้นเอง
----------จบ--------