บทนำ
บนถนนสายหลักเมืองหลวงของประเทศไทย
ร่างสมส่วนเกินมาตรฐานชายไทย ในชุดสูทราคาแพงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด กับการจราจรบนถนนสายหลัก
เฮริค
มิลลส์ตัล
วัย
32
ปี
นักธุรกิจหนุ่มเลือดร้อน
หรือในวงการเดียวกันตั้งฉายาไว้ว่า
‘
เสือร้ายนัยน์ตาสีฟ้า
’
กำลังเร่งรีบเดินทางเคลียร์ปัญหาธุรกิจที่เขามีหุ้นส่วนดูแลอยู่
“
เมลสัน
หากนายขืนช้าไปกว่านี้
ฉันจะให้นายออกไปวิ่งแข่งกับรถเลยนะ
”
ความไม่ได้ดั่งใจ เฮริคจึงพาลเอากับคนสนิท
อีกฝ่ายส่งยิ้มเจื่อนๆ
ผ่านกระจกหลัง
“
จะให้ผมทำไงล่ะครับก็รถมันติด
”
คนตัวโตแต่ใจเย็นเอ่ยบอกเสียงราบเรียบ
“
เออน่า
ทนรับไปหน่อยสิ
แล้วคำว่าครับเลิกพูดได้มั้ย
อยู่กันสองคน
จะครับทำไม
”
เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าธารกำนันคนอื่นๆ
เฮริคต้องการให้เพื่อนรักกึ่งบอดี้การ์ดอย่างเมลสัน
ปฏิบัติตัวให้เป็นปรกติ
นาย
/
ฉัน
เท่านั้น
แม้มีบ้างบางครั้งที่เพื่อนสนิทคนอื่นๆถามถึงความเป็นมาระหว่างที่คบหาเพื่อนคนละระดับ
เขาเลือกให้คำตอบกลับไปว่า
‘
เพื่อนจริง
คือเรากำหนดไม่ได้ว่าเขาจะมีฐานะและภูมิหลังยังไง
ฉันรู้แค่ว่า ตอนนี้ เขาซื่อสัตย์และพร้อมสู้อุปสรรคไปกับฉัน
’
“
ติดได้ติดดี
...”
น้ำเสียงเขายังคงหงุดหงิด
พร้อมมือจัดการลดกระจกด้วยความอึดอัด
“
เรื่องปรกตินี่ครับ
ไม่ชินอีกหรือ
?”
น้ำเสียงติดขำของบอดี้การ์ดที่เคยมีใบหน้าเหี้ยมเป็นนิจเอ่ยเย้า
ทำให้อีกฝ่ายเห็นว่าฝ่ายนั้นตั้งใจกวนเขา
“
คนร้อนใจ
”
เขาว่าให้
พร้อมทิ้งสายตาไปยังคนขับอย่างเสียไม่ได้
แม้ไม่ใช่ลูกครึ่งไทยอังกฤษอย่างคนเป็นนาย
แต่เมลสัน
แมคคอน
วัย
32
ปี
สมุนมือขวามาเฟียหนุ่มพูดคุยสำเนียงไทยชัดเจน
เพราะใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยมานาน
แผ่นหลังกว้างเอนพิงเบาะหลัง
สีหน้ายังเต็มไปด้วยความกังวล
สิ่งที่สะกิดใจดึงดูดให้ฝ่ามือหนาขยับล้วงหยิบจับบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทราคาแพง
กล่องกำมะหยี่สีแดงสด
หากเป็นสิ่งที่เขาต้องการได้ จากใจจริงคงไม่เป็นปัญหา
...
มือเรียวหนาที่ไม่เคยหยิบจับงานหนัก
กดลงบนกล่องกำมะหยี่บรรจงเปิดออกช้าๆ
ความหนักใจตีแผ่บนใบหน้าหล่อเหลาดังเทพบุตรตามมา
แสงวาววับของประกายเพชรวูบวาบจับตายามกระทบแสง
ทำให้เมลสันอดใจไม่ไหว
มองผ่านกระจกด้านหลัง
ด้วยความชื่นชมไปด้วยอีกคน
“
สงสัย
มาดามต้องการได้ลูกสะใภ้เต็มแก่
”
เขาแกล้งเย้า
เท่าที่รู้มา
ว่ามาดามหรือแม่ของเจ้านายได้ส่งแหวนพร้อมกับคำสั่ง
...
หาเจ้าสาวไว้รอท่าน
“
ใครบอก
!
”
เสียงทุ้มเอ่ยขัดทันควัน
ทำเอาคนที่รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ขมวดคิ้วหนาเป็นปม
“
ไม่เห็นจะยาก
”
เมลสันบอกสั้นๆ
เรียกสายตาคมเข้มที่กำลังเหม่อมองสองข้างทาง ให้หันเข้ามามองด้านในทันที
“
อะไร
ของนายเมลสัน
อะไรยากอะไรง่าย
?”
เฮริคถามเพื่อนรักกึ่งบอดี้การ์ดที่ทำหน้าที่อยู่ประจำกับตัวเองมาหลายปีอย่างไม่เข้าใจ
สีหน้าเรียบแฝงไปด้วยความจริงจังเป็นครั้งแรกที่ไม่ใช่เกี่ยวกับธุรกิจ
เรียกรอยยิ้มจากเพื่อนสนิทอย่างเมลสันได้เป็นอย่างดี
“
เมียไง
นายมีผู้หญิงในสต็อกตั้งมากมาย
เลือกเอาสักคนสิ
คนปัจจุบันที่นายกำลังไปเจอไง
ยอมสละเวลาไปหาทั้งที่มีเรื่องอื่นต้องเคลียร์รออยู่อีกเยอะ
มันต้องมีดีอยู่บ้างสิน่า
”
เพื่อนกึ่งบอดี้การ์ดเอ่ยแนะอย่างรู้ดี
เพราะคู่ขาที่เจ้านายหรือเพื่อนรักของตน
เคยควงบ่อยๆ
มีทั้งนางแบบ
ลูกสาวนักการเมือง
และไฮโซโนเนมทั้งหลายแหล่รอคิวให้เรียกใช้
24
ชั่วโมง
“
เฮ้ย
!!
จะบ้าหรือไง
”
แม้ประโยคที่เมลสันได้แนะนำออกมา
จะทำให้เฮริคตกใจอยู่บ้าง
แต่ถึงอย่างนั้นก็เรียกรอยยิ้มและนัยน์ตากรุ้มกริ่มของเขาไปได้ชั่วครู่
เพราะสาวสวยที่เขาเลือกควง
เป็นสิ่งเรียกความกระชุ่มกระชวยยิ่งกว่าบรั่นดีที่หมักไว้แรมปีเสียอีก
แต่ผู้หญิงคนปัจจุบันที่เพื่อนเอ่ยถึง
เขาไม่คิดจะยกตำแหน่งนี้ให้หล่อนเลย
แม้แต่ความต้องการทางร่างกายอย่างชายหญิงเขาก็ไม่มีให้เธอ
...
เมลสันห่อปาก
เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
“...
อย่างนั้นก็หาผู้หญิงที่มีคุณสมบัติพอจะเป็นแม่ศรีเรือนให้
ชั่วคราวสิ
”
คำแนะนำที่ได้ยินทำเอาเฮริคหนุ่มไฟแรงหยุดชะงัก
ละสายตาจากของในมือ
มองสบตาคนแนะนำอย่างต้องการความกระจ่างอีกนิด
“
ชั่วคราว
...”
เฮริคเอ่ยเบาๆ
พลางคิดตาม
แล้วตาลุกโพลงขึ้นอย่างเห็นด้วย
“
ความคิดเข้าท่า
แต่จะหาแบบนั้นได้ที่ไหน
”
“
เอ่อ
...
อันนี้
...
ก็ไม่รู้
”
นาทีนี้คนเสนอแนะทำหน้าเหลอหลา
เพราะไม่รู้จริงๆ
ว่าจะหาผู้หญิงแบบนั้นได้ที่ไหน
หากแต่ความคิดของเฮริคเป็นอันต้องสะดุดลง
เมื่อรถที่นั่งเหวี่ยงเหมือนหักหลบอะไรบางอย่างด้านหน้ากะทันหัน
จนผิดจังหวะ
“
อะไร
?...”
เฮริคที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยร้องถาม
โดยที่ตัวเองเกือบหัวคะมำไปด้านหน้า
เกือบเสียบไปตรงกลางระหว่างเบาะ
ดันตัวเองให้กลับมานั่งจุดเดิมที่เลื่อนออกไป
ก่อนจะขยับเสื้อสูทราคาแพงเข้าที่
ใบหน้าฉงนคิ้วหนาผูกปมจนนูนสูง
“
เฮ้ย
...
!
แย่แล้ว
...”
“อะไร?
!
” เฮริคถามซ้ำ เมื่อเมลสันยังคงอุทานออกมาโดยไม่บอกกล่าวอะไรออกมาเสียที
เมลสันยังคงอ่ำๆอึ่งๆ หน้าซีดเหงื่อแตกซิบๆ
กับการละสายตาจากท้องถนน
ไม่กี่วินาทีก่อนจะหันกลับมาอีกครั้ง ก็เห็นร่างของใครคนหนึ่งในระยะกระชั้นชิด
พร้อมเสียงกระแทก ในจังหวะที่เขาแตะเบรกให้รถหยุดอย่างกะทันหัน
“
ไม่น่าเล้ย
!
”
เมลสันเริ่มสบถออกมาอีกครั้ง และนั้นทำให้คนที่นั่งอยู่เบาะหลังเริ่มหมดความอดทนกับการรอคอยคำตอบ
“
หากนายไม่ตอบฉันมาอีกคำเดียว ฉันเตะนายแน่ ตกลงเกิดอะไรขึ้น?
!
”
“
เอ่อ
สงสัยชนใครเข้าแล้วล่ะ
...”
เมลสันหันมารายงาน
ใบหน้าจืดเจือน
“
หือ
...
ลงไปดูหน่อยสิว่าเป็นอะไรหรือเปล่า
!!
”
เฮริคสั่งทันที
พร้อมโน้มตัวไปด้านหน้าเพื่อดูเหตุการณ์
แต่ก็มองเห็นไม่ถนัด
จึงตัดสินใจ เปิดประตู ลงไปดู
เมลสันรีบเปิดไฟกระพริบฉุกเฉิน เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้รถคันอื่นๆ รู้ว่ารถคันของตนกำลังมีปัญหา
“
ทำไมซวยอย่างงี้เนี่ย
”
น้ำเสียงตัดพ้อ
บ่นกับตัวเอง
เมื่อต้องลงไปนั่งแหมะอยู่บนพื้น
จากนั้นจึงรีบเก็บสิ่งของ ที่หล่นกระจัดกระจายเกลื่อนบนถนนอย่างรวดเร็ว
รติกาล
คลี่ยิ้ม
สายตาจับจ้อง
อย่างโล่งใจเมื่อเก็บจนเหลือชิ้นสุดท้าย
ก่อนจะยื่นแขนไปสุดเอื้อม เพื่อหยิบชิ้นที่อยู่ไกลสุด
แต่สิ่งนั้นเจ้าสิ่งที่หมายตาไว้ กลับกระเด็นไปอีกด้าน
จนทำให้เธอหงุดหงิด เพราะจังหวะที่ยื่นมือออกไปคาดคะเนไว้ว่าต้องจับ
แล้วยัดเข้าถุงพลาสติกให้ได้
แต่กลับกลายเป็นว่า ส่วนที่เธอจับได้ เป็นหัวรองเท้าหนังสีดำสนิทมันปราบจนเกิดเป็นเงาสะท้อน
สายตากลมจึงมองไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ
จนเห็นใบหน้าเจ้าของรองเท้าหนังราคาแพงนั้น
“
อ่ะ?
....”
ดาราลูกครึ่งคนไหนเนี่ย
?
เคยเอามาเป็นอิมเมจในนิยายหรือปล่าวหนอ
?...
คิ้วเรียวขมวดมุ่น
ก่อนจะดึงมือกลับ
เฮริคที่จับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลามีไรผมปรกลงมาเล็กน้อย
เพราะผมถูกเกล้าไว้อย่างง่ายๆ
โดยใช้ไม้คล้ายตะเกียบเสียบผมไว้
ปล่อยให้ผมตกลงมาข้างๆ
ขับใบหน้าเรียวมนให้ดูสะดุดตา
แม้จะมีเหงื่อเม็ดใสผุดเต็มใบหน้า
หากแต่ความสวยยังคงน่ามองจนเขาเองเกือบแสดงอาการเหมือนคนตะลึง
อย่างกับเจอเครื่องประดับที่ถูกตาต้องใจ
และนั้นสายตาเข้มยังจ้องริมฝีปากบางที่อ้าค้าง
แม้จะเป็นสภาพไม่น่ามอง
ที่ผู้หญิงมองผู้ชายอย่างไม่ไว้ตัว
แต่ปากบางจิ้มลิ่มสีชมพู
เย้ายวนชวนให้น่ากดทับน่าสัมผัส
จนเขาต้องรีบถอนสายตาจากดวงหน้าและริมฝีปากน่าพิสมัยนั้น
เพราะหากขืนมองไปนานๆเขาไม่แน่ใจว่า
คนอย่างเขาที่ชอบเอาแต่ใจ
จะห้ามใจไม่ดึงหล่อนเข้ามาบดจูบซับหาความหวานหอม
อย่างคนไร้สามัญสำนึกได้หรือไม่
เพราะแค่เห็นดวงหน้าก็ทำให้น้ำลายที่มีอยู่น้อยนิดถูกกลืนลงท้องอย่างยากลำบากแล้ว
แม่มดชัดๆ
...
เฮริคบริภาษกับตัวเองในใจ
เขานึกชื่นชมหล่อนมากกว่าด่าทอ
หล่อนทำให้ไฟในกายเขาลุกโชนได้อย่างน่าแปลก
ทั้งที่ไม่ได้สัมผัสผิวกายกันแม้แต่น้อย
ผิดกับผู้หญิงคนอื่นๆหากหล่อนไม่เปลื้องผ้ากระโดดค้อมใส่เขาก่อน
หรือเขาอดอยากปากแห้งมาเป็นแรมคืน
อย่าหวังว่าเขาจะเล่นด้วยกับพวกหล่อน
ยิ่งคิดยิ่งอยากปลดปล่อย
...
เฮริคถอนหายใจหนักหน่วง
ก่อนจะรีบสลัดความคิดทิ้ง
เมื่อเป้ากางเกงส่วนกลางเริ่มพองขยายตัวจนน่าเกลียด
ดีที่ว่าเสื้อสูทตัวยาวบิดบังส่วนนั้นไว้ได้
รติกาลเริ่มปรับสมองประมวลภาพหนุ่มหล่อตรงหน้า
สายตากลมโตเพ่งกว้างขึ้น
สำรวจคนตรงหน้าใหม่อีกครั้งไม่ว่าการแต่งกายรูปร่างหน้าตา
หัวใจรติกาลเต้นแรง
ไปพร้อมๆกับสายตาที่ลากผ่านไปตามร่างกายที่มีเสื้อผ้าราคาแพงปิดทับ
ดารานายแบบฮอลลีวูด
ยังต้องชิดซ้าย
...
เมลสันเดินตามลงมาติดๆมองสาวสวยแล้วนึกขำ
ต่างกันกับสายตาคมเข้มของเฮริคที่จับจ้องใบหน้าเกลี้ยงเกลามีไรผมปรกลงมาเล็กน้อย
สำหรับเขามองหล่อน
ว่าเป็นภาพที่น่ารักและน่าทะนุถนอมนัก
สำหรับผู้หญิงท่าทางซื่อๆตรงหน้า
และดีใจที่หล่อนผู้นี้ ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร อย่างที่กลัว
ผิดกับเจ้านาย ที่เป็นผู้ชายด้วยกันมองดูก็รู้ ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
...
“
คุณ
”
เมื่อยิ่งเพ่งมองเฮริคตัดสินใจเอ่ยเรียก
ด้วยความรู้สึกบางอย่างเมื่อเขาเจอประกายตาประหม่าอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น
“
ฮะ
?”
สีหน้าอีหลักอีเหลื่อขานตอบพร้อมกระพริบตาปริบๆ
เตรียมพร้อมอย่างดุษฎีหากอีกฝ่ายจะต่อว่าอะไรออกมา
แต่สิ่งที่ทำให้ตะลึงไปมากกว่านั้น
คือภาษาที่ชายหนุ่มรูปงาม เอ่ยออกมาเป็นภาษาเดียวกับเธอต่างหาก
!
สาธุ
ขอให้พูดได้ไม่กี่ประโยคด้วยเถอะ
...
รติกาลแอบภาวนาให้ฝรั่งนัยน์ตาสีฟ้าเอ่ยภาษาของเธอ ให้ได้น้อยที่สุด
“
เจ็บตรงไหน
เป็นอะไรบ้างหรือป่าว
?”
เสียงทุ้มนุ่มลึกเอ่ยสำเนียงไทยอย่างกับเจ้าของภาษามาเอง
ทำเอาคนฟังอึ้งค้าง
ตากลมโตเบิกกว้างอีกครั้ง
“
ตกลงคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม
?”
เฮริคเขาถามซ้ำอีกครั้ง
เมื่อท่าทางเจ้าหล่อนเหมือนคนตกใจอะไรสักอย่าง น่าขันแท้...เฮริคคิด จ้องมองใบหน้านวลเนียนสีแดงเรื่อ อย่างพินิจ
“อ่ะ...” รติกาล
กลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ
ก่อนจะรู้สึกตัวแล้วดีดตัวลุกขึ้นเต็มความสูงโดยไม่ลืมหยิบสิ่งของชิ้นสุดท้ายติดมือมาและยัดใส่ถุงทันที
โดยไม่กล่าวตอบอีกฝ่ายไป
ด้วยว่าลิ้นชาไปชั่วขณะ
เมลสันยืนอยู่อีกด้านเมื่อเห็นว่าหญิงสาวลุกขึ้นยืนได้เองอย่างคล่องแคล้ว
ก็มองสำรวจเพื่อความแน่ใจด้วยสายตาตัวเองและเมื่อมองไปดีๆก็พบว่า
บนพื้นมีสิ่งของเป็นหลักฐานอย่างดี
ว่าต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกระทบหน้ารถเป็นแน่
และสิ่งนั้นคงเป็นสิ่งของที่หญิงสาวหิ้วอยู่ในมือ
“
เป็นอะไรมากหรือเปล่าคุณ
?”
เสียงทุ้มที่เปล่งดังของอีกคน
เรียกสติสัมปชัญญะ
ทุกส่วนของร่างกายรติกาลกลับมาปรกติเหมือนเดิม
“
อะ
อ้อ
ไม่เป็นไรค่ะ
”
จากที่มองหน้าอีกคน
รติกาลก็หันมายังอีกต้นเสียงหนึ่งและตอบคำถาม
ท่าทางเงอะงะของหญิงสาวผู้นั้นทำให้
นัยน์ตาสีฟ้าต้องหรี่มองอย่างพินิจใหม่อีกครั้ง
แต่ภายในใจรู้สึกหงุดหงิดที่เขาถามไปหลายครั้งแต่ไม่คิดตอบ แต่เมื่อเมลสันถามไปแค่ครั้งเดียว
หล่อนก็ตอบทันที
“
มาวิ่งตัดหน้ารถ
หรือคิดจะหาเงินโดยวิธีการนี้หรือ
?”
อารมณ์ที่มาแบบไม่รู้ตัวโพลงออกมา
“
คุณว่าไงนะ
?”
ทั้งที่หูไม่ฝาด
แต่เธออดถามซ้ำไม่ได้ นี่หรือคำพูดของคนก่อนหน้านั้นที่เธอหลงซาบซึ้ง
ไหล่หนายกขึ้นอย่างไม่แคร์
อีกทั้งไม่คิดพูดซ้ำ เมลสันหน้าเจื่อนลง
ไม่คิดว่าคำพูดนั้นจะเป็นของเฮริค
“
ดิฉันไม่ได้คิด
”
รติกาลตัดสินใจตอบกลับ และเขาก็สวนกลับมาทันที
“
จะให้ผมเชื่อได้ไงว่าคุณไม่ได้คิดแบบนั้น
”
สายตายังไม่ละจากร่างอรชรบอบบางในเสื้อผ้ารัดกุม
ริมฝีปากบางกัดเม้มจนสนิทแน่น
...
คำพูดอาจจะไม่เชื่อกันได้ เธอเข้าใจ
เพราะคนสมัยนี้อยู่บนความหวาดระแวงไม่ว่าเวลาใด
ไม่เลือกเพศเลือกเวลา
พวกมิจฉาชีพอยู่ได้ทั่วทุกพื้นที่
หากแต่สำหรับเธอมันไม่ใช่
!
ยิ่งสายตาที่มองอย่างดูถูก ทำให้เธอรู้สึกกลายเป็นคนชั้นต่ำในสายตาเขา
ส่งผลให้คนที่มีศักดิ์ศรีอย่างเธอ กล้าพอโต้กลับไป
เมื่อสิ่งที่เขากล่าวหามา ไม่จริง
“
หึ
หากคุณเอาความคิดคุณมาเป็นบรรทัดฐานในการถามดิฉัน
ขอให้คุณกลับไปคิดใหม่นะคะ
เพราะดิฉันยังมีงานต้องทำและมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอีกเยอะ
ไม่ยอมเอาตัวเองมาเสี่ยงกะแค่ผลที่จะตามมาแบบไม่รู้ว่าจะคุ้มหรือไม่คุ้ม
”
มาเฟียหนุ่มรูปงาม
ออกอาการเหวอ ก่อนจะแปลเปลี่ยน โกรธเคือง
“
นิเธอ
!
”
นิ้วชี้เรียวยาวชี้ไปยังคนปากกล้าตรงหน้า
เมลสันที่ยืนอยู่ใกล้รู้สึกบรรยากาศไม่ค่อยดี
เขารู้สึกฉงน
ผิดคาด
ทั้งที่จริงก่อนหน้า เฮริคดูจะสนใจผู้หญิงคนนี้ด้วยซ้ำ
...
จะห้ามรึ
?
เมลสันก็ไม่กล้าเสี่ยง
“
เอ่อ
...
นาย
”
แม้จะมีเสี่ยงกลับลูกหลงอยู่บ้าง
แต่เมลสันไม่อาจปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
อีกทั้งไม่ต้องการให้เพื่อนรัก
ยืนทะเลาะกับผู้หญิงในที่สาธารณะโจ่งแจ้งแบบนี้
ไม่เหมาะ
ที่ สำคัญเขาเห็นว่ากล่องสีแดงสดเปิดอ้า
?
“
อย่ามาเรียกนะเมลสัน
”
คนถูกขัด
ร้องห้ามเสียงขุ่น
หากมีอะไรเข้ามาขวางตอนนี้
เขาอาจยั้งใจไม่อยู่กระชากสิ่งกวนใจมาลงทัณฑ์ให้หนำใจ
แต่เมื่อคิด ว่าเมลสันคงหวังดีถึงได้เรียก จึงปรับอารมณ์และเอ่ยถาม
“
มีอะไร ว่ามา
”
“
ผมขับรถไม่ดูทางเองครับ
”
และนั้น
เฮริคได้แต่ขบกรามแน่น เพราะนั่น เท่ากับว่า
เขาเป็นคนไม่มีเหตุผลและหาเรื่องผู้หญิง
!
เมลสันหลุบตาต่ำ ลุแก่โทษ ก่อนจะหันไปกล่าวกับสาวสวย
“
ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว
ผมละกลัวคุณจะเจ็บ
ขอโทษนะครับ
”
เมลสันเอ่ยอย่างสุภาพ เป็นการตัดจบ
และนั้นทำให้เฮริครู้สึกขัดนัยน์ตาเป็นอย่างมาจนต้องเบนสายตาไปทางอื่น
“
ขอบคุณค่ะที่ถาม
ดิฉันไม่ได้เป็นอะไร
แต่ที่เป็นมากคือใจของคนบางคนมากกว่า
หากไม่มีอะไรแล้วดิฉันต้องขอตัวก่อน
”
รติกาลอดเหล่ตา
และอดทิ้งน้ำหนักเสียง
ให้ไปกระแทกอีกคนที่กำลังมองฟ้ามองอากาศ
อย่างกับไม่เคยเห็นบรรยากาศแถวนี้ไม่ได้
“
เธอนี่มัน
!
”
คนโดนกระแทกด้วยคำพูดและสายตา
รู้ตัวดี
ร่ำๆ
จะบีบคองามระหงที่บังอาจทำให้เขาเสียเวลา
เมลสันได้แต่กดยิ้ม
พร้อมส่งสายตาห้ามเพื่อนชายไปในตัว
“
คุณไม่เป็นอะไรจริงๆหรือครับ
”
เมลสันถามย้ำอีกครั้ง
พร้อมใช้สายตาสำรวจไล่ไปตามร่างบางระหง
ด้วยความเป็นห่วงจากใจ
“
อ้อ
ค่ะ
ไม่เจ็บ
”
เธอบอกตามความเป็นจริงพร้อมยิ้มบางๆให้
“
หึ
ให้ค่าทำขวัญไปหน่อยสิ
เมลสัน
”
คนถูกเมินแทรกขึ้น
อย่างหมั่นไส้
“
หะ
ครับ
”
สิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน
ทำเอาเมลสันอึ้งไปแต่ก็รีบทำตามทันที
เมื่อเห็นอีกฝ่ายล้วงกระเป๋าหนังใบเล็กออกมา
รติกาลจึงรีบร้องห้ามออกไปเช่นกัน
“
ไม่ต้อง
บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรไง
ขอโทษนะคะดิฉันขอตัว
”
เธอตัดปัญหาจึงรีบเบี่ยงตัวเพื่อเลี่ยงออกไป
ที่สำคัญเธอไม่ต้องการเงิน
แค่อีกฝ่ายน้ำใจไต่ถาม
มันก็มากพอสำหรับเธอ
“
จะไปไหน
?
หยิ่งก็เป็น
”
ประโยคแรกเหมือนจะเป็นคำสั่งที่จะรั้งให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ
หากแต่กลับต่อประโยคหลังให้อีกฝ่ายเจ็บใจเล่น
พร้อมแขนแกร่งยื่นกั้นห่างแค่เพียงนิดหน้าอกเต่งตึงคู่งามเกือบสัมผัสแขนนั้นอย่างไม่ตั้งใจ
เท้าเรียวหยุดกึก
“
อะไรของคุณ
?”
เสียงแหลมร้องถาม พร้อมมือเรียวสะบัดแขนตรงหน้า ออกห่างจากหน้าอก
ด้วยความตกใจ
ตุ้บๆๆ
!
...
เสียงสิ่งของกระเด็นกระดอน
เรียกสายตาบุคคลทั้งสาม ให้ตะลึงค้าง และจับจ้องเจ้าสิ่งนั้น ที่กระเด็นกระดอนหลุนๆ
ในสภาพฝาเปิดอ้า
โดยเฮริคและเมลสันใจหายวาบ แต่เวลานั้น ไม่อาจทำให้ใคร ก้าวขาออกไปคว้าไว้ได้
จนกระทั้ง หล่นลงไปในคูระบายน้ำต่อหน้าต่อตา ก่อนจะหายลับไปจากสายตา และชั่วอึดใจหลังจากนั้น สติทุกคนกลับมา
“
นิเธอ
ทำอะไรลงไป
!
?
”
เสียงแข็งกระด้างเอ่ยกร้าวพร้อมตาคมเข้มจิกมองจนน่ากลัว
เมลสันที่ยืนอยู่ไม่ห่างก็ตกใจไม่แพ้กัน
เริ่มร้อนๆ
หนาวๆ
เตรียมรอเสือใหญ่อาละวาด
“
ฮะ
?”
ตากลมโตเกือบถลนมองเป็นเครื่องหมายคำถาม
“
คุณทำของผมตกลงท่อ
”
“
มะ
มันเกี่ยวอะไรกับดิฉันด้วยล่ะ
”
เธอตอบน้ำเสียงขลุกขลัก
ไม่เข้าใจ พวกแต่งตัวดีขึ้นมาครามครัน
“
ก็เธอเป็นคนปัดของ ของฉันกระเด็นตกลงไป
แล้วรู้ไหมว่าของของฉันราคาเท่าไหร่
เพชรที่ใช้กี่กะรัตเธอรู้เปล่า
ห๊ะ
?”
รติกาลได้แต่เบิกตากว้าง เธอไม่ได้ตกใจกับราคาเพชรกี่กะรัต
แต่ตกใจที่อีกฝ่ายยัดเยียดข้อหาให้
ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเธอ
เขาเองต่างหากที่ไม่ระวังหรือเรียกว่าเซ่อซ่าเอาของมีค่ามาถือไว้จนเป็นเหตุ
“
ฉันจะไปรู้ราคาของคุณเหรอ
ฉันไม่เกี่ยว
ฉันต้องไปแล้วล่ะ
ฉันมีงานต้องทำ
...”
เมื่อคนตรงหน้ากลายเป็นคนไม่มีเหตุผล
เธอก็เป็นได้เช่นกัน
“
หลีกค่ะ
”
เธอบอกอีกครั้ง
รู้สึกอึดอัด
เริ่มไม่สบอารมณ์คนตรงหน้าที่พยายามทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่นั้น
“
เธอยังไปไหนไม่ได้
!
”
เสียงนั้นคล้ายคำสั่งที่อีกฝ่ายต้องทำตาม
และเขาไม่ได้พูดเพียงอย่างเดียว
มือคว้าหมับบนข้อมือเรียว พร้อมบีบกระชับเหมือนเป็นการบีบบังคับให้อีกคนทำตามคำสั่งของเขา
เมลสันได้แต่อ้าปากค้าง
ไม่คิดว่านายของตนจะคิดว่าสาวสวยเป็นคนก่อเรื่อง
หากแต่จะร้องห้ามกลัวเป็นการกระตุ้นให้ต่อมโทสะเจ้านายสูงขึ้น
เพราะคิดว่าคนของตนเองกำลังปกป้องคนอื่นที่ไม่ใช่เจ้านายของตัวเอง
...
“
เจ็บนะ
ปล่อย
!
”
เธอบอก
หากแต่สายตากวาดไปเห็นว่าพวกตนกำลังเป็นจุดสนใจของคนที่เดินผ่านไปผ่านมา
จึงเบาเสียงลง
“
แหวนฉัน
...
เธอต้องชดใช้ให้ฉัน
ไม่เช่นนั้นเธอกลับไปหน้าไม่สวยแน่
”
เขาขู่กระซิบน้ำเสียงกดต่ำขยับบอกชิดริมหูขาวสะอาด
กลิ่นหอมอ่อนๆ
ตามไรผมที่สะบัดไหวตามสายลมพร้อมกลิ่นหอมจางๆปะทะจมูกโด่งเป็นสัน
จนเจ้าของจมูกโด่งอดใจไม่ไหว
เผลอสูดเข้าไปจนเต็มปอด
เลือดลมในกายตีแผ่กระจายตอบสนองกลิ่นสาบสาวข้างกาย
จนรู้สึกว่าหัวใจของตนเองเต้นผิดจังหวะ
ยิ่งกว่าตอนเขาเพ่งมองริมฝีปากหล่อนเสียอีก
เฮริครีบผละห่าง
เมื่อนึกได้ว่าตนเองเสียเวลามามากพอแล้ว
ที่สำคัญเขามีนัดถึงสองแห่ง
“....”
ตากลมโตตะลึงนิ่งไปเป็นครู่
ก่อนจะเอ่ยขึ้นเมื่อได้สติ
“
อย่าเอาความป่าเถื่อนของคุณมาใช้กับคนอย่างพวกเรา
”
น้ำเสียงหนักแน่นเอ่ยบอก
ตอนนี้แค่หน้าตาหล่อเหลา
ก็ไม่สามารถเรียกความรู้สึกปลาบปลื้มก่อนหน้ากลับมาได้
“
เธอรู้หรือว่าฉันไม่ใช่คนไทย
”
“
ไม่
...
หรือถึงเป็นก็แค่ลูกครึ่ง
”
“
ลูกครึ่งแล้วทำไม
มันไม่ดีตรงไหน
?”
“
ก็แล้วมันดีหรือเปล่าล่ะ
มายัดเยียดข้อหาแถมขู่กรรโชกทำร้ายร่างกาย
มันน่าภูมิใจหรือไง
หากคนไทยมีนิสัยแบบนี้
”
“
จะปากดีมากไปแล้วนะ
”
กรามหนาบดเข้าหากันจนสันนูน
แม้หน้าตาจะไม่ใช่ไทยแท้แต่เขาก็รักความเป็นไทยที่คนเป็นแม่สอนไว้เสมอ
‘
เกิดเป็นคนไทยแม้จะครึ่งหนึ่งแต่ก็มีหัวใจดวงเดียวเหมือนกัน
รักสามัคคีไม่เบียดเบียนคนที่อ่อนแอกว่าเป็นใช้ได้
’
คำสอนที่เขาจำขึ้นใจ
แต่กับผู้หญิงคนนี้
ไม่รู้สินะ
เขาจะเห็นเธออ่อนแอกว่าหรือไม่
ในเมื่อหล่อนเถียงคำไม่ตกฟาก
และตอนนี้เขามีเกมเล่นใหม่อีกแล้ว
...
สายตาคมเชือดเฉือนต่างไม่ยอมกัน
ก่อนจะหันไปสั่งอีกคนอย่างกลั้นอารมณ์ไว้ขีดสุด
“
เมลสัน
จัดการโทร
.
ให้มิกซ์มารับ
ฉันต้องทิ้งนายไว้ที่นี่
จัดการเช็คข้อมูลผู้หญิงคนนี้ไว้ให้ดี
ไม่เช่นนั้นฉันจะถือว่านายไม่ทำตามคำสั่งฉัน
”
เมลสันที่โดนเปลี่ยนคำสั่ง หน้าเหวอพอๆ
กับคนที่กำลังโดนข้อหาทั้งที่ไม่รู้ว่าเธอได้ทำอะไรลงไป
“
นายๆ
/
ว้าย
!
”
คนโดนรับงานใหม่
ร้องออกมาอย่างตกใจพร้อมกับเสียงหวานแหลม เมื่ออยู่ๆ
รางของเธอ ก็ถูกเหวี่ยงไปอยู่ในอ้อมแขนแกร่งของอีกคน
โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ทันตั้งตัว
“
จัดการซะ
แล้วฉันจะรอฟัง
”
เสียงเหี้ยมเอ่ยย้ำ
พร้อมเดินอ้อมไปอีกฝั่งอย่างไม่ใส่ใจ
อาการมึนงงมองท้ายรถเมอร์ซิเดสเบนซ์คันหรูเคลื่อนออกไปด้วยความเร็วเมื่อถนนโล่งเหมือนเป็นใจ
เมลสันค่อยๆ
ดันร่างบางสมส่วนที่ยังอยู่ในอาการตกใจค้าง ออกห่างจากอกของตนเองอย่างแผ่วเบา
พร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“
เอ่อ...
ผมขอโทษด้วยนะครับ
”
เพราะเขารู้ดีว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สาวสวยผู้นี้ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
“
บ้าที่สุด
!
”
เธอสะบัดเสียงใส่ โดยไม่ได้ตั้งใจต่อว่าชายหนุ่มร่างโต ที่ยื่นทำหน้าบุเลี่ยนอยู่ตรงนี้...